กรมการปกครองสั่งไล่ ออกจากราชการ วรพันธุ์ สุวรรณยุหะ ปลัดจังหวัดสงขลา

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า กรมการปกครองมีคำสั่งลงโทษไล่ออก นายวรพันธุ์ สุวรรณยุหะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งปลัดจังหวัดสงขลา (ผู้อำนวยการสูง) ออกจากราชการ ตามมติคณะอนุกรรมการข้เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า กรมการปกครองมีคำสั่งลงโทษไล่ออก นายวรพันธุ์ สุวรรณยุหะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งปลัดจังหวัดสงขลา (ผู้อำนวยการสูง) ออกจากราชการ ตามมติคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกระทรวงมหาดไทย (อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย) ในการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568ทั้งนี้ สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายวรพันธุ์ สุวรรณยุหะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดสงขลา ในกรณีทุจริตเงินรายได้จากสวนปาล์มน้ำมันของอำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวภายหลังมีมติชี้มูลความผิด สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมเอกสารหลักฐานและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีก และให้พิจารณาโทษทางวินัย จนกระทั่งมีมติลงโทษไล่ออกจากราชการดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาไต่สวนเบื้องต้นแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของ นายวรพันธุ์ มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม อันเป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาล รวมถึงไม่ปฏิบัติตามแบบแผนของทางราชการ อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ราชการนอกจากนี้ ยังเข้าข่ายไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เอาใจใส่ และรักษาประโยชน์ของทางราชการ อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 82 (1) (2) และ (3) ประกอบมาตรา 85 (1) (4) และ (7) และมาตรา 83 (3) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551จากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรมธนารักษ์ได้อนุญาตให้กรมการปกครองครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ พื้นที่ตำบลวังมะปรางเหนือ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง เนื้อที่รวม 154 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา เพื่อใช้เป็นศูนย์ราชการอำเภอวังวิเศษ ที่ว่าการอำเภอ และบ้านพักข้าราชการต่อมาในปี พ.ศ. 2554 นายอำเภอในขณะนั้นเห็นว่า พื้นที่ด้านข้างที่ว่าการอำเภอซึ่งติดกับบ้านพักนายอำเภอ มีเนื้อที่ประมาณกว่า 20 ไร่ เป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงนำมาปรับพื้นที่เป็นแปลงสาธิตด้านเกษตรและปลูกต้นปาล์มน้ำมันประมาณ 400 ต้น โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ และไม่ได้แจ้งขอเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้ที่ราชพัสดุกระทั่งวันที่ 16 พ.ย. 2558 นายวรพันธุ์ ได้มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอวังวิเศษ และเข้ามาดูแลบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันดังกล่าว โดยมีอาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอวังวิเศษ (อส.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นหน้าของนายอำเภอ เป็นผู้ดูแลจัดการ เมื่อมีการจำหน่ายผลปาล์มน้ำมัน จะนำเงินรายได้มามอบให้ นายวรพันธุ์ เพียงผู้เดียวในช่วงตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558 ถึงประมาณกลางปี 2560 มีการเก็บผลปาล์มน้ำมันเฉลี่ยทุก 15–20 วันต่อครั้ง มีรายได้ครั้งละประมาณ 6,000–10,000 บาท เมื่อคำนวณรายได้รวมในช่วงเวลาประมาณ 2 ปี มีรายได้ประมาณ 200,000–300,000 บาทนายวรพันธุ์ ชี้แจงว่า ได้นำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลสวนปาล์มน้ำมัน เช่น ค่าปุ๋ยบำรุงต้นปาล์ม 39,000 บาท ค่าจ้างคนงานใส่ปุ๋ย 1,500 บาท ค่าจ้างคนงานตัดหญ้าและตัดทางปาล์ม 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 55,500 บาท และนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของอำเภออีก 70,000 บาท รวมทั้งสิ้น 125,500 บาทอย่างไรก็ตาม ยังมีเงินส่วนที่เหลือประมาณ 74,500–174,500 บาท ที่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานแน่ชัดว่าได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการหรืออำเภอวังวิเศษแต่อย่างใด ไม่สามารถรับฟังหรือชี้แจงได้ทั้งนี้ พบว่า นายวรพันธุ์ เป็นผู้เก็บรักษาเงินรายได้ดังกล่าวเพียงผู้เดียว โดยไม่มีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย หรือเอกสารหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ในภายหลัง อีกทั้งขณะดำรงตำแหน่งนายอำเภอวังวิเศษ ยังได้มีหนังสือลงวันที่ 14 ธ.ค. 2558 สั่งการให้อำเภอวังวิเศษตรวจสอบการนำที่ราชพัสดุไปใช้ประโยชน์ว่าถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ และหากใช้ผิดวัตถุประสงค์ให้ดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ แต่ปรากฏว่า นายวรพันธุ์ กลับไม่ดำเนินการตามหนังสือสั่งการดังกล่าวแต่อย่างใด


Posted

in

by

Tags: