กัมพูชาแบนไทยจนธุรกิจโต คนเปิดใจใช้สินค้าผลิตในประเทศ จนเปิดโรงงานใหญ่ได้กว่า 800 แห่ง จ้างงานหลายหมื่นคนความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ได้สร้างผลกระทบเฉพาะพื้นที่ชายแดนและภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนโฉมตลาดค้าปลีกกัมพูชาอย่างรวดเร็ว หลังการปะทะข้ามพรมแดนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 จุดกระแสคว่ำบาตรสินค้าไทย ทำให้สินค้าไทยที่ชาวกัมพูชาคุ้นเคยมานานเริ่มหายไปจากชั้นวาง เปิดพื้นที่ให้แบรนด์ท้องถิ่นเร่งเข้ามาทดแทนรายงานจากนิกเกอิเอเชียระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 กัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยมูลค่า 1.19 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 37% จาก 1.91 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้นก็ตามช่องว่างที่เกิดขึ้นกลายเป็นแรงส่งให้ธุรกิจกัมพูชาเติบโตอย่างรวดเร็ว สัดส่วนสินค้าในประเทศเพิ่มจากประมาณ 2-3% ของสินค้าทั้งหมดก่อนปี 2568 เป็นประมาณ 30% ในปัจจุบัน ขณะที่ผู้ผลิตบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% และมีผลิตภัณฑ์ใหม่จดทะเบียนถึง 2,353 รายการในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้แรงส่งดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนชั้นวางสินค้า แต่กำลังขยายไปสู่ภาคการผลิตและตลาดแรงงานด้วย โดย The Phnom Penh Post และ Khmer Times รายงานอ้างอิงกระทรวงอุตสาหกรรมของกัมพูชาว่า ในปี 2568 กัมพูชามีโรงงานขนาดใหญ่เปิดดำเนินการใหม่ 658 แห่ง ส่งผลให้จำนวนโรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากปี 2567 ก่อนที่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 จะมีโรงงานเปิดใหม่อีก 201 แห่ง ทำให้ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม จำนวนโรงงานขนาดใหญ่รวมเพิ่มเป็น 3,284 แห่งอย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วยังไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาจะสามารถทดแทนสินค้านำเข้าได้ทั้งหมด ผู้ผลิตนมในประเทศยังรองรับความต้องการได้เพียงประมาณ 25% ขณะที่สินค้าปลอม การติดฉลากแหล่งผลิตไม่ถูกต้อง และการแข่งขันจากอินโดนีเซีย เวียดนาม ออสเตรเลีย และมาเลเซียกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจท้องถิ่นนักวิเคราะห์จึงมองว่า กัมพูชาควรใช้ช่วงเวลาที่ประชาชนยังสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ เร่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ภาคธุรกิจผ่านการปรับราคาพลังงาน พัฒนาเครือข่ายขนส่ง ลดภาษีและการทุจริต ตลอดจนปฏิรูประบบบริหารราชการ เพื่อเปลี่ยนแรงหนุนจากกระแสชาตินิยมให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนกระแสคว่ำบาตรครั้งใหญ่ เปลี่ยนชั้นวางสินค้าในกัมพูชาสินค้าไทยมีบทบาทในตลาดค้าปลีกของกัมพูชามานานหลายทศวรรษ หลังการล่มสลายของระบอบเขมรแดงในปี 2522 กัมพูชาแทบต้องเริ่มสร้างระบบเศรษฐกิจขึ้นใหม่ ขณะที่ยังผลิตสินค้าอุตสาหกรรมได้ไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้าสินค้าจำนวนมากจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและเวียดนาม ก่อนที่จีนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวลาต่อมาเหตุผลที่สินค้าไทยครองตลาดกัมพูชาได้อย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งมาจากการที่กัมพูชาเน้นผลิตและส่งออกเครื่องนุ่งห่มเป็นหลัก ขณะที่อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภทยังขาดทั้งเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร สินค้าไทยจึงกลายเป็นตัวเลือกหลัก เพราะขนส่งได้สะดวก ราคาเข้าถึงได้ และมีคุณภาพค่อนข้างสม่ำเสมอ อีกทั้งชาวกัมพูชาจำนวนมากยังมองว่าสินค้าไทยทันสมัยและมีคุณภาพดีกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศกระแสคว่ำบาตรสินค้าไทยในกัมพูชาไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น ในปี 2546 จากกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่านักแสดงหญิงชาวไทยระบุว่านครวัดเป็นของไทย และในปี 2551 หลังเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากมองว่า กระแสคว่ำบาตรในครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาผลกระทบเห็นได้ชัดจากชั้นวางสินค้า สำนักข่าวนิกเกอิรายงานว่า สินค้าไทยหลายรายการที่เคยหาซื้อได้ทั่วไปเริ่มหายไปแทบชั่วข้ามคืน “มาม่า” ซึ่งเคยเป็นแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ชาวกัมพูชาคุ้นเคย กำลังถูก Mee Chiet แบรนด์ท้องถิ่นเข้ามาแย่งตลาด ขณะที่สินค้าอย่าง Dutch Milk ชาโออิชิ และน้ำมันเซียงเพียว ก็ถูกแทนที่ด้วยสินค้ากัมพูชาและสินค้าจากประเทศอื่นมากขึ้นฮอง โซวานน์ รักษาการผู้จัดการของ One More Manufacturing ผู้จัดจำหน่าย Mee Chiet ระบุว่า ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตลอดช่วงหนึ่งปีนับตั้งแต่การสู้รบเริ่มขึ้น พร้อมประเมินว่า ผู้ผลิตท้องถิ่นได้เข้ามาแทนที่แบรนด์ไทยในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกือบทั้งหมดแล้วนอกจากนี้ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์กัมพูชายังระบุว่า Jie Jie’s Kitchen ผู้ผลิตผงปรุงซุป และ Epic Chips Cambodia แบรนด์ขนมอบแห้ง มียอดขายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ถึง 376% และ 323% ตามลำดับยอดขายท้องถิ่นพุ่ง สินค้าใหม่ทะลัก-โรงงานเกิดใหม่กว่า 800 แห่งฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า กัมพูชามีจำนวนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จดทะเบียนกับทางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มีผลิตภัณฑ์กัมพูชาจดทะเบียนแล้ว 2,353 รายการ เทียบกับ 2,158 รายการตลอดทั้งปี 2567 และ 3,625 รายการในปี 2568ด้านภาคการผลิต กัมพูชามีโรงงานขนาดใหญ่เปิดดำเนินการใหม่ 658 แห่งในปี 2568 ส่งผลให้จำนวนโรงงานรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 3,083 แห่ง ขณะที่ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 จำนวนโรงงานเพิ่มเป็น 3,284 แห่ง โดยมีโรงงานเปิดใหม่ในช่วงดังกล่าว 201 แห่งสถิตินี้ทำให้รวมแล้วตั้งแต่ปี 2568 ถึง 6 เดือนแรกของปี 2569 กัมพูชามีโรงงานขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นกว่า 800 แห่งนอกจากนี้ สำนักข่าว Khmer Times ยังรายงานโดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงแรงงานและการฝึกอบรมวิชาชีพกัมพูชา (MLVT) ว่า ฐานธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จดทะเบียนของกัมพูชาขยายตัวเกือบ 18.5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีสถานประกอบการ บริษัท และโรงงานเพิ่มขึ้น 7,458 แห่ง ส่งผลให้จำนวนรวมเพิ่มเป็น 47,758 แห่ง และมีการจ้างงานประมาณ 2.31 ล้านคนเต แตงปอร์ ประธานสหพันธ์สมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิเอเชียว่า ก่อนปี 2568 สินค้ากัมพูชามีสัดส่วนเพียงประมาณ 2-3% ของสินค้าทั้งหมดทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 30%ความเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดตามซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเต็มไปด้วยสินค้าท้องถิ่นแบรนด์ใหม่ เช่น ปลากระป๋อง Yummi Cook ของกลุ่ม Chip Mong ขนมกล้วย Noem Nuon ของสตาร์ตอัป Local Dry รวมถึงสบู่และแชมพูสูตรข้าวหอมมะลิจาก 2Sister ซึ่งติดธงชาติกัมพูชาขนาดเล็กไว้บนบรรจุภัณฑ์น้ำปลา ซีอิ๊ว และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือนที่ผลิตในประเทศก็เติบโตอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน โดยนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของกัมพูชาจ้างแรงงานเพิ่มประมาณ 30,000-50,000 คนในช่วงครึ่งหลังของปี 2568ตลาดนมเปิดช่อง Kirisu Farm เพิ่มโคนม-เร่งกำลังผลิตอุตสาหกรรมนมเป็นหนึ่งในตลาดที่เกิดช่องว่างขึ้นชัดเจนหลังมีกระแสแบนสินค้าไทย โดยในปี 2568 แบรนด์จากไทย ได้แก่ ดัตช์มิลล์และเมจิ ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าระหว่างเมจิของญี่ปุ่นกับเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีของไทย มีสัดส่วนรวมกันถึง 80% ของการนำเข้านมของกัมพูชาKirisu Farm ผู้ผลิตนมในจังหวัดตาแก้ว ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร จึงเร่งขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับช่องว่างในตลาด โดย ฮอฟ ซังเดวิด รองผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดของบริษัท ระบุว่า Kirisu Farm จำเป็นต้องผลิตนมสดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อป้อนให้แก่ร้านกาแฟทั่วประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทได้นำเข้าโคนมจากออสเตรเลียเพิ่มอีก 200 ตัวมายังฟาร์มขนาด 300 เฮกตาร์นอกกรุงพนมเปญ ทำให้มีโคนมทั้งหมด 1,400 ตัว พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตจากวันละ 13,000 ลิตร เป็นสูงสุดวันละ 18,000 ลิตร และตั้งเป้าเพิ่มเป็นประมาณ 21,000 ลิตรต่อวันภายในปีหน้าซังเดวิดกล่าวว่า ก่อนเกิดสงครามกับไทย สินค้าของบริษัทไม่ได้ระบายออกเร็วเท่าปัจจุบัน โดย Kirisu Farm เคยต้องเก็บผลผลิตประมาณ 25% ไว้ในคลังสินค้า แต่ปัจจุบันผลผลิตทั้งหมดสามารถออกสู่ตลาดได้ทันทีอย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตนมกัมพูชายังมีกำลังการผลิตจำกัด ซังเดวิดประเมินว่า บริษัทท้องถิ่นทั้งหมดรวมถึง Kirisu Farm สามารถผลิตนมป้อนตลาดได้เพียงประมาณ 25% เท่านั้น ทำให้กัมพูชายังคงจำเป็นต้องนำเข้านมจากประเทศอื่นจากสินค้าอุปโภคถึงโรงหนัง-ปั๊มน้ำมัน รัฐเร่งหนุน #MadeInCambodiaกระแสหันมาสนับสนุนสินค้าในประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงสินค้าอุปโภคประเภทอื่นด้วย โรเบิร์ต เอสโปซิโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Coco Khmer ระบุว่า ผลิตภัณฑ์บาล์มและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของบริษัทเพิ่งเริ่มได้รับการยอมรับในวงกว้าง หลังจากรอโอกาสเช่นนี้มานานกว่าทศวรรษเอสโปซิโตกล่าวว่า ที่ผ่านมา การโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้ากัมพูชาเป็นเรื่องยาก เพราะหลายคนยังไม่มั่นใจในคุณภาพ แต่กระแสคว่ำบาตรสินค้าไทยทำให้ผู้บริโภคเริ่มเปิดใจพิจารณาสินค้าทางเลือกอื่นเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีความเคลื่อนไหวนี้ยังขยายจากสินค้าอุปโภคบริโภคไปสู่ธุรกิจประเภทอื่น Sabay Cinema เข้าซื้อกิจการที่ Major Cineplex Group ของไทยเคยดำเนินงาน ขณะที่ Peace Petroleum Cambodia เข้ามาแทนที่สถานีบริการน้ำมันของ ปตท. ส่วน Cambrew ก็เปิดตัวเครื่องดื่ม Cambodia Cola ออกสู่ตลาดรัฐบาลกัมพูชาเข้ามาสนับสนุนกระแสดังกล่าวด้วยการเปิดตัวแคมเปญ #MadeInCambodia เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์บริษัทกัมพูชา พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตรายเล็กเข้ากับเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตและมินิมาร์ตหลายร้อยแห่งทั่วประเทศนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ยังประกาศยกเว้นภาษีหลายประเภท ซึ่งรวมถึงภาษีส่งออกยางรถยนต์ พร้อมจัดสรรที่ดินให้ใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงโคนม ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า แคมเปญนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด และช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้นกระแสคว่ำบาตรยังไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกซื้อสินค้า แต่ขยายไปถึงการใช้บริการในประเทศไทยด้วย โดยชาวกัมพูชาจำนวนมากระบุว่า พวกเขาหยุดเดินทางมาท่องเที่ยวหรือเข้ารับการรักษาพยาบาลในไทยแล้วของปลอม-คู่แข่งภูมิภาค-กำลังผลิตจำกัด โจทย์ใหญ่ที่กัมพูชายังต้องข้ามอย่างไรก็ตาม โอกาสเติบโตของธุรกิจท้องถิ่นก็มาพร้อมกับความท้าทาย โดยเฉพาะปัญหาสินค้าปลอมและสินค้าแอบอ้างแหล่งผลิต โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดแชมพู นม และสินค้าอื่นๆ รวมหลายตัน ซึ่งผลิตในต่างประเทศแต่ติดฉลากว่าเป็นสินค้ากัมพูชาญิม โสริดา ผู้ร่วมก่อตั้ง Boran Care ผู้ผลิตสินค้าความงามจากธรรมชาติ ระบุว่า สินค้าปลอมเพิ่มจำนวนขึ้นนับตั้งแต่เริ่มเกิดกระแสคว่ำบาตร และกำลังกระทบต่อยอดขายของบริษัทปัญหาเดียวกันยังเกิดขึ้นในตลาดผลิตภัณฑ์บาล์ม เอสโปซิโตจาก Coco Khmer พบว่า ร้านค้าบางแห่งมีบาล์มท้องถิ่นวางขายมากถึง 20 แบรนด์ จากเดิมเพียง 3 แบรนด์ ซึ่งรวมถึงแบรนด์ของเขาเอง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสินค้าทั้งหมดที่วางขายเป็นของแท้หรือไม่“มีสินค้าหลายอย่างที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาโดยไม่รู้ที่มาที่ไป” เอสโปซิโตกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เน้นย้ำว่า สินค้าทุกชนิดต้องติดฉลากอย่างถูกต้อง ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศว่าจะยกระดับการแข่งขันที่เป็นธรรม การคุ้มครองผู้บริโภค และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์อันชอบธรรมของประชาชนกับภาคธุรกิจนอกจากปัญหาสินค้าปลอมแล้ว ผู้ผลิตกัมพูชายังต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นในภูมิภาคด้วย โดยในไตรมาส 4 ของปี 2568 มูลค่าการนำเข้านมจากอินโดนีเซียเพิ่มจาก 400,000 ดอลลาร์เป็น 6.3 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการนำเข้าจากเวียดนามเพิ่มจากประมาณ 200,000 ดอลลาร์เป็น 4.7 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้าจากออสเตรเลียเพิ่มจาก 2.5 ล้านดอลลาร์เป็น 4.2 ล้านดอลลาร์Farm Fresh ผู้ผลิตนมจากมาเลเซีย ยังเดินหน้ารุกตลาดกัมพูชาด้วยการลงทุน 68 ล้านดอลลาร์ในฟาร์มขนาด 1,000 เฮกตาร์ที่จังหวัดโพธิสัตว์ หากก่อสร้างแล้วเสร็จ ฟาร์มแห่งนี้จะกลายเป็นฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ที่สุดของกัมพูชา แซงหน้า Kirisu Farm ซึ่งครองตำแหน่งดังกล่าวอยู่ในปัจจุบันด้วยพื้นที่ 300 เฮกตาร์ขณะเดียวกัน กำลังผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอที่จะทดแทนสินค้านำเข้าทั้งหมด ซิน จันธี รองประธานสมาคมโลจิสติกส์กัมพูชา กล่าวว่า ธุรกิจท้องถิ่นรายใหม่กำลังมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต แต่ผลที่เกิดขึ้นยังไม่มากพอที่จะลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าได้อย่างเต็มที่นักวิเคราะห์จึงมองว่า กัมพูชาควรใช้ช่วงเวลาที่ประชาชนยังสนับสนุนสินค้าในประเทศ เร่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจท้องถิ่น เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคตอ้างอิง: Nikkei Asia, สำนักงานนายกรัฐมนตรีกัมพูชา, กระทรวงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมกัมพูชา, Agence Kampuchea Presse, Cambodianess, Kiripost, Phnom Penh Post, CamboJA News, Cambodia Investment Review, USDA Foreign Agricultural Service, ISEAS–Yusof Ishak Institute, NUS Asia Research Institute, Business Today Malaysia
กัมพูชาแบนไทยจนได้ดี คนเปิดใจใช้สินค้าผลิตเอง จนเปิดโรงงาน-จ้างงานพุ่ง
by
Tags: