กูรูเตือนระวัง “ทองคำ” ผันผวน แนวโน้มไปต่อหรือพอแค่นี้! ทองแท่งมีโอกาสทะลุ 70,000 บาทหรือไม่

ราคาทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมาทุบนิวไฮเป็นประวัติการณ์ Gold Spot แตะที่ระดับ 4,059 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งทะลุ 62,350 บาท แรงส่งจากชัตดาวน์ในสหรัฐฯ-ความปั่นป่วนการเมืองในฝรั่งเศส-ญี่ปุ่น ส่วนแนวโน้มทิศทางทองคำในสัปดาห์หน้ายังไปต่อหรือไม่ หลังราคาเริ่มร่วงแรง TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูกันค่ะราคาทองคำพุ่งไม่หยุด ! ทุบสถิติใหม่เป็นประวัติการณ์ โดยราคาทอง Gold Spot ทะยานขึ้นมาแตะที่ระดับ 4,059 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองแท่ง 96.5% ทะลุ 62,350 บาท ทองรูปพรรณแตะ 63,150 บาท ค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.54 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแรงหนุนจากการปิดทำการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (government shutdown) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.จวบจนถึงปัจจุบัน ทำให้การเผยแพร่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญหลายชุดต้องเลื่อนออกไป นักลงทุน ต้องใช้ข้อมูลจากแหล่งเอกชนเพื่อประเมินทิศทางและจังหวะการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดแทน โดยตลาดคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. และอาจลดเพิ่มอีก 0.25% ในเดือนธ.ค.นี้นอกจากนี้ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ผสมโรงความปั่นป่วนทางการเมืองในฝรั่งเศสและญี่ปุ่นยังเป็นแรงส่งให้เกิดการเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่องสำหรับแนวโน้มราคาทองคำจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร จะไปต่อหรือไม่ หลังจากที่ทำนิวไฮรอบใหม่ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และมีปัจจัยอะไรที่จะต้องเกาะติดกันบ้าง ในวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูกันเริ่มจาก"วรุต รุ่งขํา" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด ฉายภาพให้ฟังว่า ราคาทองคำที่ดีดปรับตัวขึ้นร้อนแรงที่ผ่านมาเกิดจากปัจจัยลบในต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ government shutdown ในสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ ข้าราชการยังไม่ได้รับเงินเดือน ประกอบกับการตึงเครียดในรัสเซียและยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 ประเทศให้อาวุธทำลายล้างสูงออกมาต่อสู้กัน โดยกองกำลังป้องกันยูเครน เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ และ ตลาดมองว่าการที่ยูเครนมีขีปนาวุธที่ตอบโต้รัสเซียนั้น สหรัฐฯ และยุโรปอาจแอบส่งขีปนาวุธให้ยูเครนนอกจากนี้วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง "โกลด์แมนแซคส์" ได้ปรับการคาดการณ์ราคาทองคำในปีหน้าอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากเดิมอยู่ที่ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากธนาคารกลางจีนยังเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง โดยเดือนก.ย.ได้เข้าซื้อเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกัน ขณะที่การถือครองกองทุน ETF ของชาวตะวันตกจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในกลางปี 69ขณะที่ธนาคาร UBS คาดการณ์ราคาทองคำจะไปถึงระดับ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากมุมมองก่อนหน้าที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ภายในสิ้นปี 2568 และ 3,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ภายในกลางปี 2569 มาจากธนาคารกลางซื้อทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น และ ความต้องการในกองทุนทองคำ ETF มากขึ้น ความไม่สมดุลทางการคลัง จากปัญหาด้านงบประมาณ และหนี้สินของรัฐบาลในหลายประเทศยังคงสร้างแรงกดดัน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางความตึงเครียดทั่วโลกยังคงผลักดันให้นักลงทุนต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยขณะเดียวกันการเมืองในฝรั่งเศสปั่นป่วน หลัง “เซบาสเตียน เลอคอร์นู” นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก ทำให้ขาดเสถียรภาพทางการเมือง ส่วนหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสพุ่งสูง โดยในช่วงสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 3.3 ล้านล้านยูโร หรือคิดเป็นประมาณ 114 % ของจีดีพี ซึ่งเป็นอัตราส่วนหนี้สิน สูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร รองจากกรีซและอิตาลีซึ่งประเทศฝรั่งเศสมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของยุโรป ถ้ามีปัญหาจะลามไปยังหลายประเทศในยุโรปแม้ว่าราคาทองคำปรับขึ้นไปร้อนแรงก็มีแรงขายทำกำไรออกมา หลังจากกลุ่มฮามาสและอิสราเอล บรรลุข้อตกลงการหยุดยิงราคาร่วงลงไปถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์นอกจากนี้ในรายงานการประชุมของเฟด หรือ Fed minutes ยังพบว่าเจ้าหน้าที่เฟดบางคนต้องการให้ลดดอกเบี้ย เพราะตลาดแรงงานอ่อนแอ แต่บางคนกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งเป็นการเปิดทางไว้ว่าถ้าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยอาจทำให้ทองคำปรับตัวลงขณะที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐชวดรางวัล 'โนเบลสันติภาพ' ซึ่งจะต้องจับตาดูว่าจากนี้ไปว่า “ทรัมป์” จะมีปฎิกิริยาอย่างไร และอยากได้รางวัลนี้ในปีต่อไปหรือไม่ เพราะ "ทรัมป์" ต้องการเป็นทูตสันติภาพให้สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนคลี่คลายนอกจากนี้เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่า จากความผันผวนการ เมืองในญี่ปุ่น หลังการเลือกหัวหน้าพรรค เสรีประชา ธิปไตย (LDP) โดย “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” คาดว่า ได้รับเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และจะต้องจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ แต่เกิดปัญหา เนื่องจากพรรคโคเมอิโตะของญี่ปุ่นประกาศถอนตัวออกจากรัฐบาล และจะไม่สนับสนุน “ทาคาอิจิ” ในการโหวตนายกฯ ที่คาดว่าจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ส่วนราคาทองคำในสัปดาห์หน้าคาดว่าผันผวน โดยปัจจัยที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คือ government shutdown ถ้าคลี่คลายลงและพรรคเดโมแครต และรีพับลิกันตกลงได้ราคาทองจะปรับตัวลง โดยในวันที่ 15 ต.ค.นี้ มีสว.ที่จะได้รับเงินเดือน ดังนั้นตลาดคาดว่าร่างงบประมาณจะผ่านสภาฯ อนุมัติการใช้จ่ายและเงินเดือนให้กับข้าราชการขณะเดียวกันวันที่ 13 ต.ค. เป็น วันโคลัมบัส ซึ่งเป็นวันหยุดรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นและตลาดทองคำในสหรัฐฯ ยังมีการซื้อขายปกติ ส่วนในไทยเป็นวันหยุดเช่นกันทำให้การซื้อขายเบาบางนอกจากนี้เป็นช่วงการประกาศงบไตรมาส 3/68 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ คาดงบของธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ธนาคารเจพีมอร์แกน ธนาคารซิตี้กรุ๊ป และธนาคารเวลส์ ฟาร์โก มีกำไรและรายได้เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้หุ้นแบงก์ดีดปรับตัวขึ้นและทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าหนุน้ภาพรวมตลาดหุ้นเอสแอนด์พี 500 ปรับขึ้นต่อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันทองคำสำหรับราคาทองคำแม้ว่าจะปรับตัวลง แต่คาดว่าลงไม่ลึก และมีโอกาสไปต่อ เนื่องจากปัญหาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังไม่จบ และตลาดคาดเฟดจะลงดอกเบี้ยลงปลายปีนี้ 2 ครั้ง ซึ่งหากราคา Gold Spot ทะลุ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นราคาทองแท่งอยู่ที่ 65,000 บาท และถ้าปีหน้า ราคา Gold Spot ทะลุ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ตามที่โกลด์แมนแซคส์คาดการณ์ ทองแท่งจะอยู่ที่ 76,000 บาทนอกจากนี้ในปีหน้าจะมีการเปลี่ยนประธานเฟดและผู้ว่าเฟด ขณะที่ “ทรัมป์” ต้องการเข้ามาแทรกแซงนโยบายการเงิน ด้วยการให้ลดดอกเบี้ย และธนาคารวาณิชธกิจยังมองว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังเข้าซื้อทองคำเป็นทุนสำรอง และการเข้าลงทุนใน ETF ทองคำยังมีต่อเนื่องจะช่วยให้ราคาทองยังไต่ระดับขึ้นได้อีกกลยุทธ์การลงทุนประเมินกรอบแนวรับแรกที่ 3,896 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 60,500 บาท ถ้าไม่หลุดกรอบดังกล่าวมีโอกาสดีดปรับตัวขึ้นต่อให้เล่นระยะสั้น เพราะเป็นไฮเดิมของสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถ้าหลุดอาจจะย่อต่ออาจจะลงมา 3-4 เดือน เหมือนช่วงที่ผ่านมา และปรับขึ้นโดยมีแนวรับถัดมาอยู่ที่ 3,820 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 59,300 บาท ส่วนแนวต้านแรกอยู่ที่ 4,059 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 63,000 บาท แนวต้านถัดมาที่ 4,087 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 63,500 บาท คิดอัตราแลกเปลี่ยน 32.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐทั้งนี้ราคาทองคำมีโอกาสผันผวน และพักฐาน ซึ่งเห็นว่าถ้าเป็นนักลงทุนเล่นสั้น ขาซิ่งเมื่อราคาลงซื้อ- และถ้าราคาขึ้นขายทันที แต่ถ้าลงทุนระยะกลางและยาวแนวโน้มราคาทองคำยังเป็นบวก หากราคาลงต้องรอให้ราคานิ่งก่อนแล้วค่อย ๆ ทยอยสะสม โดยราคาทองคำเป็นไปตามเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นักลงทุนต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานประกอบการคาดการณ์ ทั้งเรื่องสงคราม ธนาคารกลางทั่วโลกใช้ทองเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศสอดรับกับ"อารีรัตน์ มุราชัย" หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัทจีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เล่าว่า ราคาทองคำ Gold Spot เดือนม.ค.อยู่ที่ 2,630 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 42,500 บาท แต่ในเดือนต.ค.ราคา Gold Spot ขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 4,059 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่งอยู่ที่ 62,350 บาทโดยตั้งแต่ม.ค.-ต้นต.ค.ราคา Gold Spot ขึ้น 1,429 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 54.35% ขณะที่ทองแท่งขึ้น 19,850 บาท หรือ 46.71% ซึ่งเฉพาะเดือนต.ค.ตั้งแต่ 1 ต.ค.-10 ต.ค. Gold Spot ขึ้นประมาณ 239 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ทองแท่งขึ้น 3,300 บาทโดยแรงหนุนจากประเด็น government shutdown ในสหรัฐฯ ประกอบกับกระแสข่าวการปลดพนักงานข้าราชการ และข้อมูลเศรษฐกิจไม่มีความคืบหน้า รวมถึงเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า ETF และค่าเงินเยนอ่อนค่า หลัง “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” จ่อนั่งเก้าอี้ นายกฯญี่ปุ่น มีจุดยืนสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเตรียมใช้นโยบาย “ Yen Carry Trade" หรือกลยุทธ์กู้ยืมเงินในสกุลเยนที่ให้ผลตอบแทนต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น เรียลบราซิล หรือดอลลาร์ออสเตรเลีย ทำให้นักลงทุนลดการถือครองเงินเยนหันไปถือครองดอลลาร์สหรัฐแทนขณะเดียวกันทองคำมีแรงเทขาย หลังกลุ่มอิสราเอลและฮามาสบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการหยุดยิงทำให้ราคาทองร่วงมา 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ถ้าย่อพักตัวให้ซื้อเล่นระยะสั้น ซึ่งการเทรดทองจะต้องมีจุด Cut Lossทั้งนี้มองว่าราคาทองคำย่อตัว เพื่อไปต่อ ซึ่งตลาดติดตามสถานการณ์ ชัตดาวน์ในสหรัฐฯ โดยทั้ง 2 พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจะมีการหารือกันอีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ถ้าไม่ความคืบหน้ามีโอกาสทองคำปรับขึ้นต่อ Gold Spot แตะที่ระดับ 3,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และอาจยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์อีกครั้งและต้องยืนแน่น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์แต่ถ้ายืนไม่ได้และหลุด 3,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ มีโอกาสถอยลงมาที่ 3,860 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และ 3,820 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทยอยรับซื้อสะสม ราคาทองแท่งจะอยู่ที่ 59,300-59,700 บาท สำหรับคนที่ต้องการเล่นสั้นและกลางเข้าเก็บได้ แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้ามได้ข้อยุติราคาทองอาจปรับตัวลง เพราะล่าสุด สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เรียกพนักงานกลับจากช่วงพักงานเพื่อรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนให้เสร็จสิ้น ดังนั้นถ้าย่อตัวลงให้ซื้อ และขอเตือนนักลงทุนอย่าไล่ราคาถ้าเข้าออกไม่ทันอาจขาดทุนได้ส่วนแรงหนุนทองคำถ้าตัวเลข CPI ไม่สูงอาจจะเป็นแรงกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ย ช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ ขณะที่เดือนพ.ย.ศาลเริ่มไต่สวน“ภาษีทรัมป์” ด้าน"ธนาคารกลางจีน" ยังเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง เพราะจีนต้องการเป็นศูนย์กลางทองคำโลก โดยใช้เซี่ยงไฮ้เป็นฐานดึงดูดแบงก์ชาติประเทศพันธมิตรทั่วโลกให้เข้ามาซื้อ และฝากทองคำสำรองไว้ที่นี่แม้ว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงทั่วโลกเผชิญภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และสงคราม แต่ราคาทองคำยังเผชิญความผันผวนสามารถ ขึ้น-ลงแรงในระยะสั้น จากข่าวเศรษฐกิจ นโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ โดยการลงทุนทองคำไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยหรือปันผล เหมือนหุ้นหรือพันธบัตร ดังนั้นการลงทุนจะต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ล้วนส่งผลกระทบต่อการลงทุน….ข่าวที่เกี่ยวข้องทองคำปรับฐาน เเนะใช้กลยุทธ์ ย่อเก็บสะสมที่ แนวรับที่ระดับ 3,960 ดอลลาร์ ชัตดาวน์สหรัฐฯ วันที่ 8 ดันทองคำขึ้นต่อ ด้านดอลลาร์แข็ง-เยนอ่อนนักลงทุนแห่เข้าทอง ดันราคาทะลุ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์ สร้างสถิติใหม่ ครั้งประวัติศาสตร์ทองขึ้นต่อเนื่อง จับตาทรัมป์เจรจา ชัตดาวน์สหรัฐฯทองไทยยังเป็นขาขึ้น แนะสะสม แนวรับ 59,500 บาท


Posted

in

by

Tags: