นางสาวสุภาวดี อายุ 26 ปี พี่สาวของนายเมธาชาญ หรือ “มีน” พร้อมด้วยแฟนหนุ่ม เป็นตัวแทนครอบครัว เดินทางมาถึงบริเวณหน้าด่านคลองลึกแล้ว เพื่อเตรียมรับร่างน้องชาย หลังป่วยเสียชีวิตข้างทางที่ปอยเปต ซึ่งเจ้าหน้าที่ประสานงานสำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฎิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้ประสานเรื่องเอกสารไว้เรียบร้อยแล้วทันทีที่มาถึง นางสาวสุภาวดี ได้นำเอกสารไปยืนยันกับพันเอกเมธี คำเต็ม ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 12 ซึ่งเป็นเอกสารการขึ้นเรือแบบถูกกฎหมายตามขั้นตอน จากบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเอกสารนี้เป็นเอกสารช่วงแรกที่นายเมธาชาญ สมัครไปทำงานบทเรือ รวมทั้งมีเอกสารใบรับรองแพทย์ ที่ยืนยันว่า “ไม่มีโรคประจำตัว” ใดๆ ก่อนขึ้นเรือ จากเอกสารพบว่าเป็นการตรวจสุขภาพเมื่อปีเดือนมีนาคม 2565หลังจากที่แสดงเอกสารกับเจ้าหน้าที่เสร็จ นางสาวสุภาวดี ก็ได้กล่าวยืนยันข้อมูลกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่า ทั้งหมดนี้เป็นเอกสารแสดงให้เห็นว่าน้องชายทำงานบนเรือแบบถูกต้อง ไม่มีโรคประจำตัวใดๆจากนั้นโดยนางสาวสุภาวดี ได้ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “เธอก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายจริงๆ น้องมาอยู่กัมพูชาได้อย่างไร ก็ไม่เคยทราบมาก่อน มารู้ก็ช่วงก่อนน้องเสียชีวิตไม่กี่วัน วันนี้ขอเดินทางมารับศพน้องกลับบ้าน และอยากเห็นสภาพน้องก่อนว่าทรมานขนาดไหน”นางสาวสุภาวดี ยังเล่าต่อว่า ปกติจะติดต่อกับน้องชายผ่านทางเฟซบุ๊ก และจะคุยเล่นกันทางกลุ่มครอบครัวเท่านั้น บ้างก็ส่งรูปหลาน และสติกเกอร์ไปมาเล็กน้อย สอบถามกันบ้างว่าทำอะไรกันอยู่ แต่ไม่บ่อย ยิ่งน้องชายไปทำงานบนเรือสำราญ ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2567 เพราะน้องเก่งทางด้านอาหาร ชอบทำอาหารตั้งแต่ตอนเรียน พอไปทำงาน ก็ยิ่งคุยกันน้อย แต่เขาจะคุยกับแฟนเก่าเขาเป็นหลัก แต่หลังๆ เขาทะเลาะกัน พอเกิดเรื่องเมื่อวาน เธอจึงพยายามทักไปหาแฟนเก่าของน้องว่าพอรู้เรื่องหรือไม่ แต่เขาบอกว่าทะเลาะกัน จบกันไม่ค่อยดี ก็เลยลบแชตไปที่ผ่านมาน้องชายไม่เคยถึงกับหายตัวอะไรขนาดนั้น แต่ยอมรับว่าคุยกันน้อย เพราะรอบทำงานบนเรืออย่างน้อยนานถึง 9 เดือน เลยไม่รู้ว่าน้องอยู่ตรงไหนของการเดินเรือ แต่เท่าที่จำได้ คืออยู่จีนนานที่สุด รองลงมาคืออินเดีย มีรูปเซลฟี่ตัวเองมาบ้าง พร้อมยืนยันน้องไปทำงานบนเรือสำราญจริงๆ เพราะน้าเป็นคนไปส่งขึ้นรถรถไฟไปกรุงเทพฯ และบินไปต่างประเทศ มีหลักฐานเป็นเอกสารตรวจสุขภาพนางสาวสุภาวดี ยอมรับว่า “เสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเธอก็เป็นพี่สาวเพียงคนเดียวของตระกูล เรามีกันแค่ 2 คน จึงต้องพยายามเข้มแข็ง เป็นเสาหลักของบ้านให้ได้“นักข่าวถามต่อว่าเชื่อหรือไม่ว่าน้องชายเป็นโรคหัวใจ นางสุภาวดี ตอบว่า “ถ้าจะทำอาชีพนี้ ต้องมีการตรวจสุขภาพ และถ้ามีการตรวจสุขภาพ ก็จะต้องแจ้งมาแล้วว่าน้องเป็นโรคหัวใจ ทางครอบครัวไม่เคยรู้มาก่อน ก็เลยรู้สึกสงสัยในหลายๆ เรื่อง”โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีแชตแปลกๆ เป็นแชตนิรนาม ทักมาหาในอินสตาแกรมเธอ บอกให้แม่สร้างอินสตาแกรมเพื่อจะได้คุยกับน้อง และล่าสุดก่อนน้องเสียชีวิต น้องก็โทรมาขอเงินมา 1,000 บาท แต่ไม่ได้โอนให้ไป แต่ได้ยินเสียงปลายสาย มีคนพูดว่า “ทูโมโร่”ส่วนประเด็นที่มีกู้ภัยปอยเปตออกมาแฉว่าน้องชายไปทำงานที่ปอยเปต รับเปิดบัญชี เป็นสแกมเมอร์ แต่ติดการพนันจนตกอับ กลายเป็นคนเร่ร่อนนั้น นางสุภาวดี ตอบว่า เธอเองก็ยืนยันได้ไม่เต็มปาก เชื่อ 50-50 เพราะไม่ได้ติดต่อน้องมานาน และความจริงก็อยู่ที่น้อง เราไม่ได้ปกป้อง ไม่ได้เข้าข้าง ไม่อยากตัดสิน หากผิดก็คือผิด พร้อมยอมรับในทุกอย่าง การที่น้องหายตัวไปอาจจะมาอยู่ที่นี่ก็ได้ แม้ที่ผ่านมาทางบ้านไม่ได้ขัดสนหรือต้องบอกให้น้องส่งเงินกลับไป แต่ช่วงหลังก็พอรู้ว่าน้องไม่ค่อยมีเงินเมื่อถามต่อว่าน้องชายติดการพนัน หรือติดยาเสพติดหรือไม่ นางสาวสุภาวดี บอกว่า “เธอไม่เคยเห็นว่าน้องเคยไปเกี่ยวข้อง และไม่เคยมีประวัติติดยา เท่าที่ทราบ คือ น้องชอบทำอาหาร กินเลี้ยงตามปกติกับเพื่อนฝูง แต่คาดว่าน่าจะมีเกี่ยวกับบัญชีม้า เพราะน้องน่าจะขายบัญชีให้กับกัมพูชาจริง เพราะเป็นชื่อน้อง และมีคดีอยู่ที่ สน.พญาไท ซึ่งน้องลงเรือไปไม่นาน ทางครอบครัวถึงทราบ พอถามไปยังน้อง เขาก็บ่ายเบี่ยงไม่ตอบ เราเองก็ไม่สามารถทำอะไรกับคดีได้ เพราะไม่ได้เป็นชื่อตัวเอง”นาวสาวสุภาวดี กล่าวต่อว่า “น้องไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และการผ่าก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา น้องทรมานพอแล้ว กว่าจะเสียชีวิต จึงไม่อยากให้น้องต้องทรมานไปมากกว่านี้”อย่างไรก็ตามทางครอบครัวยังคงติดใจและสงสัย 2 ประเด็น คือ 1.น้องชายมาที่กัมพูชาได้อย่างไร 2.ติดใจที่กัมพูชาปฏิเสธการรักษา ทั้งๆ ที่น้องไม่สบาย ทำไมถึงไม่ช่วย ทำไมถึงไม่ทำให้เป็นเคสตัวอย่างไม่ได้ และทราบมาอีกว่ากู้ภัยฝั่งกัมพูชาแจ้งมาว่าเมื่อพาน้องไปส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่เขาไม่รับ และย้ำมาว่า คือ “คนไทย” และ 3.สงสัยว่าน้องถูกทำร้ายหรือไม่จากนั้น 15.30 น. ฝั่งกัมพูชาได้ดำเนินการส่งร่างกลับไทยผ่านด่านคลองลึก โดยเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยได้พาพี่สาวของผู้เสียชีวิต เดินข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาเพื่อยืนยันว่าเป็นร่างของน้องชาย พร้อมกับดำเนินการเรื่องเอกสาร หลังจากดำเนินการเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยได้ยกโลงศพบนรถกู้ภัยของฝั่งกัมพูชา ข้ามด่านกลับมาขึ้นรถกู้ภัยฝั่งไทย เพื่อให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดด้านพี่สาวของผู้เสียชีวิต บอกกับสื่อมวลชนเพียงสั้นๆ หลังรับร่างน้องชายว่า ส่วนตัวยังไม่รู้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตของน้องชาย เพราะฟังภาษากัมพูชาไม่รู้เรื่อง แต่จากนี้ก็จะให้แฟนนั่งรถของเจ้าหน้าที่กู้ภัย เพื่อเปิดโลงศพ ดูหน้าน้องชาย เพราะตอนที่รับศพทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดโลงศพให้ดู แต่วันนี้ก็ดีใจที่ได้มารับน้องชายกลับบ้าน เพราะระหว่างที่เดินทาง มาก็บอกกับน้องตลอด ว่าจะมารับกลับบ้าน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะมารับน้อง ก่อนที่น้องจะเสียชีวิตส่วนสาเหตุการเสียชีวิตยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 12 ให้ข้อมูลว่า ฝั่งกัมพูชา แจ้งเพียงว่า เสียชีวิตเนื่องจากโรคประจำตัว โดยยังไม่ได้มีรายละเอียดเชิงลึกเพิ่มเติม ส่วนครอบครัวผู้เสียชีวิต ยืนยันว่าจะไม่ชันสูตรพลิกศพอีกครั้ง และนำร่างของน้องชายกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาทันทีทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติเดินทาง พบว่า ผู้เสียชีวิตเดินทางออกไปต่างประเทศ และเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 หลังจากนั้นไม่ปรากฏข้อมูลเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด ส่วนการเดินทางด้วยเรือออกนอกประเทศนั้น จะต้องมีการประทับตราการเดินทางโดยตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ และกรมเจ้าท่า หากเดินทางออกนอกประเทศถูกต้องจะต้องมีข้อมูลปรากฏ การไม่ปรากฏข้อมูลเดินทางออกนอกประเทศ มีความเป็นไปได้สูงว่าการเดินทางไปในประเทศกัมพูชานั้น อาจใช้ช่องทางธรรมชาติ.ข่าวก่อนหน้านี้รอรับร่างเชฟหนุ่ม ถูกกัมพูชาปฏิเสธรักษาก่อนป่วยดับ พบมีหมายจับพ่อแม่น้องมีน เผยมีหญิงนิรนามติดต่อมา ก่อนลูกเสียชีวิตในกัมพูชากู้ภัยปอยเปต เปิดอีกมุม “น้องมีน” ติดพนัน-ไม่อยากกลับไทย
ครอบครัวรับร่าง “เชฟมีน” ป่วยดับกัมพูชา ยัง 50-50 เรื่องบัญชีม้า
by
Tags: