"ฝนดาวตกโอไรออนิดส์" (Orionids) หรือฝนดาวตกกลุ่มดาวนายพราน เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 2 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายน ของทุกปี มีต้นกำเนิดจากเศษฝุ่นและวัตถุขนาดเล็กที่ดาวหางฮัลเลย์ (1P/Halley) ทิ้งไว้ตามแนววงโคจรเมื่อโลกเคลื่อนที่ตัดผ่านเส้นทางการโคจรของดาวหาง เศษฝุ่นและวัตถุขนาดเล็กจำนวนมากที่หลงเหลือทิ้งไว้ในวงโคจร แรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดเศษฝุ่นและวัตถุดังกล่าวเข้ามาเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการลุกไหม้ เห็นเป็นแสงวาบคล้ายลูกไฟพุ่งกระจายตัวออกมาจากบริเวณกลุ่มดาวนายพราน สว่างวาบคล้ายลูกไฟสวยงามพาดผ่านท้องฟ้าในปี 2569 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ มีอัตราการตกเฉลี่ยสูงสุด 20 ดวงต่อชั่วโมง ในคืนวันที่ 21 ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้า 22 ตุลาคม โดย เริ่มสังเกตการณ์ได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 22.22 น. ถึงรุ่งเช้า ในคืนดังกล่าวอาจมีแสงจันทร์รบกวนคืน 21-เช้า 22 ต.ค. "ฝนดาวตก" แตกต่างจาก "ดาวตก" อย่างไร ?ฝนดาวตก (Meteor showers) เกิดขึ้นเมื่อโลกโคจรผ่านสายธารเศษหินและฝุ่นในอวกาศ ที่เป็นเศษที่หลงเหลือจากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อย หรือเศษวัตถุที่ปล่อยออกมาจากดาวหาง แรงโน้มถ่วงของโลกจะดึงดูดเศษวัตถุเหล่านี้เข้ามา ทำให้เกิดการเสียดสีและเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ ในช่วงเวลานี้จึงเกิดดาวตกบนท้องฟ้าในอัตราที่สูงกว่าปกติในบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่เรียกว่า Fireball ซึ่ง "ฝนดาวตก" จะแตกต่างจาก "ดาวตก" ทั่วไป คือฝนดาวตกจะมีทิศทางเหมือนมาจากจุด ๆ หนึ่งบนท้องฟ้า เรียกว่า จุดศูนย์กลางการกระจาย (Radiant) เมื่อจุดศูนย์กลางการกระจายตรงหรืออยู่ใกล้เคียงกับกลุ่มดาวใด ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้น ๆความแตกต่างสำคัญคือ ในช่วงที่เกิด "ฝนดาวตก" จะมีดาวตกปรากฏให้เห็นถี่กว่าปกติ และดูเสมือนแผ่ออกมาจากจุดหนึ่งบนท้องฟ้า เรียกว่า "จุดกระจาย" (Radiant) โดยนักดาราศาสตร์จะตั้งชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวที่อยู่บริเวณจุดกระจายนั้น เช่น ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ ซึ่งมีจุดกระจายอยู่ในบริเวณกลุ่มดาวนายพรานช่วงวันที่จะเกิด "ฝนดาวตก" จะเป็นช่วงเดียวกันในทุก ๆ ปี เนื่องจากเป็นจังหวะที่โลกโคจรผ่านสายธารสะเก็ดดาว จากดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยที่ทิ้งเศษฝุ่นไว้ตามแนววงโคจร แล้วแนววงโคจรของดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวตัดผ่านใกล้วงโคจรโลก นักดาราศาสตร์จะคาดการณ์จำนวนฝนดาวตกและทิศทางของฝนดาวตกจากข้อมูลการโคจรของแหล่งกำเนิดฝนดาวตกได้ปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนดาวตกและการสังเกตการณ์ฝนดาวตกชุดเดียวกัน หากเป็นปีที่วัตถุต้นกำเนิดเพิ่งโคจรเข้าใกล้ระบบสุริยะชั้นใน เศษฝุ่นที่ถูกทิ้งไว้ตามสายธารสะเก็ดดาวยังคงเกาะกลุ่มกันอยู่ ฝนดาวตกในปีนั้นมีโอกาสที่มีอัตราดาวตกมากกว่าปกติ แต่ถ้าวัตถุต้นกำเนิดโคจรผ่านวงโคจรโลกนานหลายปีแล้ว เศษฝุ่นจะกระจัดกระจายกันมากขึ้น ฝนดาวตกในปีนั้นก็จะค่อนข้างมีอัตราดาวตกน้อยกว่าอีกปัจจัยสำคัญคือดวงจันทร์ หากดวงจันทร์ปรากฏบนท้องฟ้ายามค่ำคืนในช่วงที่มีฝนดาวตก แสงจันทร์จะรบกวนจนสังเกตเห็นฝนดาวตกได้ยากขึ้น (โดยเฉพาะคืนวันเพ็ญ) ดังนั้น หากวันที่จะเกิดฝนดาวตกตรงกับช่วงประมาณวันเดือนดับ (ประมาณแรม 13 ค่ำ – ขึ้น 2 ค่ำ) จะเป็นจังหวะที่เอื้อต่อการสังเกตฝนดาวตกได้ดีขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการชมฝนดาวตก ควรเลือกสถานที่ที่มีท้องฟ้ามืด ห่างจากแสงไฟในเมือง และมีทัศนวิสัยเปิดโล่ง พร้อมเผื่อเวลาให้สายตาปรับตัวกับความมืด เพื่อเพิ่มโอกาสในการสังเกตเห็นดาวตกข้อมูล : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติอ่านข่าวรัฐบาลเมียนมาเผยภาพชุดใหม่ "ออง ซาน ซู จี" ในรอบ 2 เดือนคิวแรกมาตี 4 ครึ่ง ปชช.รอยื่นเอกสารเงินเยียวยาน้ำท่วม รร.ประชาภิบาล เขตบางเขนประกาศ ฉ.7 อีสานตอนล่าง-กลาง-กทม.ฝนตกหนักถึงหนักมาก 21-25 ต.ค.
คืน 21-เช้า 22 ต.ค. “ฝนดาวตกโอไรโอนิดส์” อัตราการตกเฉลี่ยสูงสุด 20 ดวงต่อชั่วโมง
by
Tags: