“ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” ออกมาตรการเก็บ “อุปกรณ์มือถือ-สมาร์ตโฟน” ห้ามใช้ในเวลาเรียน เฉพาะนักเรียนโรงเรียนสังกัดกทม. ทั้ง 437 แห่ง เริ่มภาคเรียนที่ 1/2569 18 พ.ค.นี้ หลังผลวิจัยพบทำเด็กขาดสมาธิและทักษะการใช้ชีวิตในสังคม คาดช่วยป้องกันบูลลี่ออนไลน์เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม เขตคลองสาน กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล (โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ภายในโรงเรียนสังกัด กทม. ภายใต้โครงการ Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็นนายชัชชาติ กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาเด็กสมาธิสั้น สายตาสั้น ไม่ค่อยคุยกัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับครูหรือเพื่อน นอกจากนี้ยังสุขภาวะที่อ้วนขึ้น เนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกายเพราะมัวแต่ก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ไม่มีทักษะการใช้ชีวิตประจำวันในสังคมร่วมกันกับผู้อื่น เพราะใช้ชีวิตอยู่แต่ในโลกเสมือนจริงเพียงอย่างเดียวนายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยใน 14 ประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษา พบว่าโทรศัพท์มือถือทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากการเรียนเพียงแค่มีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัวและมีการแจ้งเตือน สามารถทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากงานที่กำลังทำ และเมื่อถูกรบกวนจากโทรศัพท์ อาจใช้เวลาถึง 20 นาที กว่านักเรียนจะกลับมามีสมาธิกับการเรียนได้อีกครั้ง ทำให้ในประเทศเบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร นำสมาร์ตโฟนออกจากโรงเรียน ซึ่งพบผลลัพธ์การเรียนดีขึ้นดังนั้น กทม.จึงกำหนดมาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับโรงเรียนในสังกัด ภายใต้หลักการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้1.การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยสนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ภายใต้การดูแลของครูผู้สอนในคาบเรียนที่เหมาะสม แทนการใช้งานเพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง2.สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม โดยกำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digtal-Free Zone) ในบางช่วงเวลา เช่น พักเที่ยง หรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ3.ความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยการสร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษาทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมถึงแนวปฏิบัติเรื่องการจัดเก็บอุปกรณ์ในตอนเช้า การกำหนดช่วงเวลาขอใช้ เพื่อติดต่อสื่อสารเท่าที่จำเป็นหรือนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไรก็ตาม กทม. ทดลองใช้มาตรการดังกล่าวใน 10 โรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และตั้งแต่ประถมศึกษาถึงมัธยมปลาย ได้แก่ มัธยมประชานิเวศน์ มัธยมบ้านบางกะปิ มัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์ มัธยมวัดสุทธาราม มัธยมทิทย์เสรีอนุวรม มัธยมปุรณาวาส ระดับประถม-มัธยมแก่นทองอุปถัมภ์, วัดพระยาสุเรนทร์, วิชูทิศ, นาหลวง โดยเน้นความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง ซึ่งผลการทดลองเบื้องต้น ผู้ปกครองมีความพึงพอใจสูง เพราะนักเรียนตั้งใจเรียนขึ้น ลดภาระการดูแลการบ้าน และลดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เสริม/ค่าบริการเช่า ส่วนครูผู้สอน พึงพอใจสูงเช่นกัน เพราะนักเรียนมีสมาธิและผลการเรียนดีขึ้น โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงปลายปี 68 ที่ผ่านมาขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามได้ดี ขอใช้มือถือในช่วงพักบ้าง ไม่กังวลเรื่องสูญหายหรือชำรุดเพราะเก็บในที่ปลอดภัย มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อน ใช้เวลาพักทำกิจกรรมกัน เช่น สนทนา เข้าห้องสมุด และกิจกรรมอื่น ๆ ขณะนี้ กทม.เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องผ่านแบบสำรวจ เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทแต่ละโรงเรียน ก่อนประกาศใช้กับโรงเรียนในสังกัดกทม. ทั้ง 437 แห่ง อย่างเป็นทางการในภาคเรียนที่ 1/2569 ซึ่งจะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พ.ค. 69ทั้งนี้ มีรายงานว่าในช่วงที่ผ่านมา โรงเรียนสังกัด กทม.มีการเก็บโทรศัพท์มือถือของนักเรียนอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งมาตรการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล (โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ทั้งการเพิ่มสมาธิในการเรียน การส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน ช่วยลดภาวะติดจอและป้องกันบูลลี่ออนไลน์โดยจะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุ cyberbullying ในช่วงเวลาเรียนอีกด้วย.
‘ชัชชาติ’ ออกกฎใหม่ เก็บมือถือเด็ก กทม. 437 โรงเรียน ห้ามใช้เวลาเรียน หวังลดบูลลี่-เพิ่มสมาธิ
by
Tags: