ชีวิตติด TECH- เตือนรับมือภัยไซเบอร์ยุค Agentic AI นับถอยหลัง Quantum เจาะถอดรหัส!

ในยุคที่เท […]ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โลกไซเบอร์ไม่ได้มีแค่ความสะดวกสบาย แต่กลับแฝงด้วยภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเห็นได้จากบริษัทระดับโลก 100 แห่ง อาทิ กูเกิล, ไมโครซอฟท์, โอเพนเอไอ ฯลฯ ได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ และองค์กรทั่วโลกเร่งยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รับมือกับ ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ที่กำลังเข้าสู่ยุค ‘“Agentic AI’ ที่สามารภนำมาใช้พัฒนาเป็นภัยไซเบอร์ ที่รับมือได้ยากขึ้นนั้นสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ปัจจุบัน จะเป็นยุคของ AI มีการใช้งานขยายตัวไปทั่วโลก แต่ การที่วิวัฒนาการของเทคโนโลยี AI เป็นไปอย่างก้าวกระโดดกำลังกลายเป็น "ดาบสองคม" เมื่อกลุ่มผู้ไม่หวังดีเริ่มนำ AI เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการเจาะระบบและโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลให้ความเร็วและความถี่ในการเข้าถึงช่องโหว่สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนประเด็นนี้กำลังเป็นที่จับตาของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทยคอลัมน์ "ชีวิตติด TECH" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “พลอากาศตรี อมร ชมเชย” เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ถึงสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การเข้ามาของ Agentic AI และการตั้งรับเทคโนโลยี Quantum Computing ที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้AI โจมตีถี่-เร็ว ThaiCERT ยันร่วมมือเทคโลก“พลอากาศตรี อมร ชมเชย” บอกว่า ปัจจุบันสถิติการโจมตีทางไซเบอร์ มีความเร็วและความถี่เพิ่มขึ้นสูงมาก และมีความชัดเจนว่าฝั่งผู้โจมตีเริ่มนำ AI โดยเฉพาะ Agentic AI บน Cloud มาใช้สุ่มเจาะระบบและเขียนโค้ดโจมตีด้วยตนเองแล้ว ทำให้ทาง ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ( ThaiCERT) ภายใต้ สกมช. ได้แสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างไรก็ตาม ต้องแยกแยะประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ออกจากการแก้ไขปัญหาทางเทคนิค โดย ThaiCERT มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความปลอดภัยไซเบอร์เป็นหลัก โดยจะไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการประณามชาติใดชาติหนึ่ง“ เป็นการแสดงเจตจำนงว่าเห็นด้วยกับปัญหาและพร้อมร่วมมือ แต่เราคงต้องขอฟังเงื่อนไขต่างๆของเขาอีกทีหนึ่ง เพราะ มองว่าประเด็นนี้คาบเกี่ยวเกี่ยวกับเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากมักมีการอ้างอิงถึงการเช่าโฮสต์ที่เชื่อมโยงกับบางประเทศ หรือกล่าวหาบางประเทศเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เราจะไม่พูดถึง หรือกล่าวหาประเทศใดๆ” พลอากาศตรี อมร ระบุตั้งรับเปลี่ยน Response Time เป็นระดับนาทีสำหรับมาตรการรับมือ ภาครัฐและเอกชนไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆ ได้อีกต่อไป หากยังใช้เพียง Username และ Password ถือเป็นเป้าหมายและกระสุนนัดแรกที่จะถูกโจมตีจากปัญหาข้อมูลรั่วไหล (Credential Leak) ได้ง่าย จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi-factor Authentication) ทันทีนอกจากนี้ การรับมือเหตุการณ์โจมตีจะรอเวลา 3 วันถึง 1 สัปดาห์ไม่ได้แล้ว เพราะ AI ทำงานตลอดเวลา ระยะเวลาในการตอบสนอง (Response Time) ต้องปรับลดลงเหลือระดับนาทีหรือไม่เกิน 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งต้องซักซ้อมแผน Backup & Recovery อย่างเข้มงวด รวมถึงการกำกับดูแล Outsource ให้มีอำนาจ Action ตัดสินใจปิดกั้นการโจมตีได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ Audit ปีละครั้งยึดหลัก Human in the Loop สมดุลความปลอดภัย“พลอากาศตรี อมร ” บอกต่อว่า ในปัจจุบัน แม้จะมีการนำเสนอใช้ AI ในการตรวจจับป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ และมีหลายๆองค์กรนำมาใช้แล้ว แต่ต้องพิจารณาอีกมุมด้วยว่า บางส่วนจะเน้นขายโซลูชั่น และมีค่าใช้จ่ายตามมา ซึ่งการปล่อยให้ AI ตัดสินใจทั้งหมดโดยไม่มีมนุษย์คอยกำกับอาจส่งผลกระทบต่อระบบบริการได้หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่แนวคิด "Human in the Loop" โดยกำหนดให้ AI ทำหน้าที่บล็อกการโจมตีโดยอัตโนมัติที่เครื่องลูกข่าย (Client) แต่หากเป็นระบบเครื่องแม่ข่าย (Server) AI จะทำหน้าที่เสนอแนะ (Recommendation) เพื่อให้มนุษย์เป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติ (Approve) อีกครั้ง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงปลอดภัยและการให้บริการอย่างต่อเนื่องนับถอยหลัง Quantum Computing น่ากลัวกว่า AIนอกเหนือจากภัย AI แล้ว อีกหนึ่งความท้าทายที่กำลังมาถึงคือ Quantum Computing ที่เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ที่ใช้หลักการของกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) เพื่อประมวลผลข้อมูลด้วยความเร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมหาศาลโดยมีการคาดการว่า Quantum Computing จะสามารถเดาเจาะระบบ และรหัส พาสเวิร์ต ได้ในเวลาหลักวินาที เท่านั้นพลอากาศตรี อมร บอกว่า เดิมทีเคยคาดการณ์กันว่าต้องใช้กำลังประมวลผลสูงถึง 1 ล้าน Qubit และอาจใช้เวลาถึงปี 2035 จึงจะสามารถถอดรหัสผ่านได้ แต่ผลการวิจัยล่าสุดพบว่าความสามารถเพียงประมาณ 10,000 Qubit ก็เริ่มถอดรหัสได้แล้ว และกรอบเวลาถูกขยับเข้ามาเร็วขึ้นเป็นช่วงปี 2030 หรือในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้าจะเริ่มเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นเร่งสำรวจความพร้อมภาครัฐ-เอกชน“ ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ควรรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยแก้ไข เบื้องต้นควรเริ่มปรับเปลี่ยนการเข้ารหัสการสื่อสารบนเว็บเป็น TLS 1.3 พร้อมกันนี้ ThaiCERT เตรียมผนึกกำลังกับ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. จัดทำ Quantum Readiness Survey เพื่อสำรวจความพร้อมเชิงรุกของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ เพื่อวางแนวทางในเรื่องนี้อย่างรอบด้าน” พลอากาศตรี อมร ระบุทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องวางแผนเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านดิจิทัล (Digital Trust) และปกป้องข้อมูลสำคัญของประเทศก่อนที่จะสายเกินไปเพราะโลกเทคโนโลยีในวันนี้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก!Cyber Daily


Posted

in

by

Tags: