ช็อกวงการ OpenAI ถูกฟ้อง แอบแชร์ข้อมูลให้แอปดัง

OpenAI ถูกฟ้อง คดีแอบแชร์ข้อมูล ChatGPT ให้ Meta และ Google แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ คดีนี้อาจรอด? เพราะผู้ใช้กดยินยอมเองคิดว่าเรื่องที่คุณพิมพ์คุยกับแชตบอตเป็นความลับงั้นหรือ? อันนี้อาจต้องคิดใหม่ได้เลย เพราะล่าสุด OpenAI กำลังเผชิญหน้ากับคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม ในศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยถูกกล่าวหาว่า แอบแชร์ข้อมูล ChatGPT ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาคำค้นหา ไอดีผู้ใช้ ไปจนถึงอีเมล ให้กับยักษ์ใหญ่ไอทีอย่าง Meta และ Google โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้เห็นหรือยินยอมคำฟ้องที่ยื่นโดยโจทก์นามว่า Amargo Couture ระบุว่า OpenAI ได้แอบฝังเทคโนโลยีติดตามข้อมูลออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Facebook Pixel และ Google Analytics ไว้บนเว็บไซต์ ChatGPTกลไกการทำงานของโค้ดเหล่านี้คือ เมื่อผู้ใช้พิมพ์คำถามลงไป ระบบจะเปลี่ยนชื่อหัวข้อหน้าเว็บ ตามคำถามนั้น แล้วส่งข้อมูลพฤติกรรมดังกล่าวกลับไปยัง Meta และ Google แบบเรียลไทม์ทันที ตัวอย่างความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น:ข้อมูลส่วนตัวสุดไวต่อความรู้สึก โดยหากเราอัปโหลดเอกสารภาษี หรือพิมพ์ปรึกษาแผนการเงินส่วนตัว ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งต่อเพื่อนำไปใช้จับคู่โปรไฟล์และยิงโฆษณาแบบระบุเป้าหมาย และข้อมูลระบุตัวตน เช่น อีเมลที่ถูกเข้ารหัส และคุกกี้บัญชีผู้ใช้ จะถูกส่งควบคู่ไปด้วย ทำให้ยักษ์ใหญ่โฆษณาสามารถระบุได้ว่า คุณ คือใครและกำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่ความน่ากลัวคือ ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากใช้ AI เป็นเหมือน เพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ มีรายงานจาก Cyberhaven ระบุว่า พนักงานบริษัททั่วไปแอบป้อนข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กรลงใน ChatGPT เฉลี่ยหลายร้อยครั้งต่อสัปดาห์ จนทำให้เกิดปัญหา ข้อมูลรั่วไหล เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปที่หันมาปรึกษาปัญหาเรื่องสุขภาพและกฎหมาย ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงทั้งสิ้นแม้เรื่องนี้จะฟังดูน่ากลัวและละเมิด ความเป็นส่วนตัว AI อย่างรุนแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กลับมองว่า คดีนี้น้ำหนักค่อนข้างเบา และอาจไม่มีผลอะไรในชั้นศาลAras Nazarovas นักวิจัยด้านความปลอดภัยข้อมูลจาก Cybernews ให้ความเห็นว่า การใช้ Google Analytics และ Facebook Pixel ถือเป็นมาตรฐานทั่วไป ที่เว็บไซต์เกือบทุกแห่งบนโลกใช้กัน และที่สำคัญที่สุดคือ OpenAI ได้ระบุไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวอยู่แล้วว่า มีการแบ่งปันข้อมูลกับบุคคลที่สาม รวมถึงพันธมิตรด้านโฆษณาความจริงที่ต้องยอมรับคือ หากเรากดยอมรับ นโยบายตอนสมัครใช้งานโดยไม่ได้อ่าน นั่นหมายความว่าเรายินยอมให้พวกเขานำข้อมูลไปใช้เพื่อวิเคราะห์ระบบหรือพัฒนาโมเดลแล้ว คำว่า Private AI หรือ AI ส่วนตัวที่แท้จริง จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรารันระบบบนเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว หรือใช้บริการองค์กรที่มีสัญญาผูกมัดห้ามนำข้อมูลไปเทรนต่อเท่านั้น แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่กลับเลือกใช้ค่าเริ่มต้น ซึ่งก็ต้องยอมรับความเสี่ยงนี้เองอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือ คดีนี้ถูกฟ้องภายใต้กฎหมายดักฟังของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาตั้งแต่ปี 1967 (เกือบ 60 ปีที่แล้ว) ยุคที่ยังใช้โทรศัพท์บ้านกันอยู่ด้วยซ้ำ กฎหมายนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมความซับซ้อนของอินเทอร์เน็ตหรือคุ๊กกี้บนเว็บไซต์เลยการที่ OpenAI เอาโค้ด Google Analytics หรือ Facebook Pixel มาแปะบนเว็บไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในเชิงธุรกิจ เพราะพวกเขาก็ต้องการ Data ไปวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้เพื่อปรับปรุงระบบและหาเงินมาจุนเจือค่าเซิร์ฟเวอร์มหาศาล แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ความย้อนแย้งของผู้ใช้งาน ที่คาดหวังความเป็นส่วนตัวระดับสูงสุดจากแชตบอต ราวกับกำลังคุยกับจิตแพทย์ประจำตัว ทั้งที่กล่องข้อความตรงหน้านั้นเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์สาธารณะบทเรียนจากคดีนี้ไม่ใช่เรื่องที่ว่า OpenAI จะผิดหรือถูก (เพราะพวกเขาก็เขียนบอกไว้ในนโยบายตัวหนาๆ แล้ว แต่เราแค่ไม่อ่านกันเอง) แต่มันคือแรงกระตุ้นให้ผู้ใช้ทุกคนตื่นจากฝันว่า โลกนี้มีความเป็นส่วนตัวฟรีๆที่มาcybernews⭐️Techhub รวม How To , Tips เทคนิค อัปเดตทุกวันกดดูแบบเต็มๆ ที่ www.techhub.in.th


Posted

in

by

Tags: