ดรามา ด.ช. 12 ปี ช่วยน้าขายไข่เจียว ถูกร้องเรียนใช้แรงงานเด็ก

ดรามา ด.ช. 12 ปี ช่วยน้าขายไข่เจียว ถูกร้องเรียนใช้แรงงานเด็ก ล่าสุด กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชี้แจงแล้วจากกรณีโลกออนไลน์ได้แชร์เรื่องราวของ เด็กชายหนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 ใช้เวลาหลังเลิกเรียนช่วยน้าสาวขายข้าวไข่เจียว ในตลาดแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครอุดรธานี แต่โดนร้องเรียนไปยังสำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอุดรธานี ว่าใช้แรงงานเด็ก เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบถึง 3 ครั้ง ขณะที่น้าสาวเห็นว่าโดนกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเด็กต้องการช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง จึงร้องไปยัง เฟซบุ๊กเพจเฮียเปี๊ยกช่วยเหลือผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปพบกับ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี น้าสาวของ น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 24 ปี และ ด.ช.หนึ่ง อายุ 12 ปี พี่สาวและน้องชาย นอกจากนี้ยังมีสามี น.ส.เอ และหลาน น.ส.เอ ซึ่งเป็นแฟนกับ น.ส.บี รวมอยู่ด้วยโดย น.ส.เอ เล่าว่า ตนแต่งงานมานานแต่ไม่บุตร ตนและสามีทำอาชีพขายข้าวไข่เจียวที่ตลาดรถไฟ เขตเทศบาลนครอุดรธานี ต่อมาเดือนสิงหาคม 2568 หลานบอกว่าจะมาอยู่ด้วย แต่จะพา น.ส.บี ซึ่งเป็นแฟน และน้องหนึ่งมาอยู่ด้วย เพราะว่าพ่อแม่ของ น.ส.บี และน้องหนึ่ง มีปัญหาแยกทางกัน ต่างก็ไปมีครอบครัวใหม่ แถมแม่ยังติดยา ตนจึงให้หลานพาน้องหนึ่งมาอยู่ด้วย ซึ่งขณะนั้นน้องหนึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.6 ที่ จ.นนทบุรีพอมาอยู่ด้วยกันที่ จ.อุดรธานี น้องหนึ่งก็ไปโรงเรียนตามปกติ แต่พอเลิกเรียนก็พาน้องมาขายข้าวไข่เจียวด้วย ร้านเปิดตั้งแต่ 18.00 น.-02.00 น. ซึ่ง ด.ช.หนึ่ง ก็ช่วยหยิบจับช่วยเหลือไม่มีปัญหาอะไรต่อมาเดือนมกราคม 2569 มีเจ้าหน้าที่ สนง.แรงงานและสวัสดิการสังคม จ.อุดรธานี มาตรวจที่ร้านครั้งแรก ลักษณะมาสุ่มตรวจที่ร้าน บอกว่ามีคนร้องเรียนไปว่า มีการใช้แรงงานเด็ก ตนก็ไปให้ปากคำที่สำนักงานตามนัดหมาย ซึ่งเอกสารที่ออกมาให้รับรองว่าน้องหนึ่งเป็นหลานแท้ๆ หากมีหน่วยงานไหนมาตรวจสอบก็นำมายืนยันได้ครั้งที่ 2 เจ้าหน้าที่โทรติดต่อมาว่า อยากมาติดตามผลและเยี่ยมน้อง มีเจ้าหน้าที่คนเดิม มาคุยกับน้องหนึ่งว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วบันทึกข้อมูล แนะนำให้น้องนั่งอยู่ในร้าน ซึ่งร้าน เป็นร้านซุ้มเล็กๆ นั่งไม่ได้จึงให้นั่งอยู่ข้างร้าน ซึ่งตนยังยืนยันว่า ตนยังไม่กล้าให้น้องหนึ่งอยู่บ้านตามลำพัง กลัวเป็นอันตรายเกี่ยวกับไฟไหม้ จึงไม่ให้น้องอยู่คนเดียวเมื่อตกดึกก็ให้น้องนอนอยู่ในร้าน เขาอยากให้น้องอยู่ในร้าน เพราะถ้าอยู่นอกร้านมันเป็นการไม่เหมาะสม มองดูไม่ดี ซึ่งตนก็รู้สึกระแคะระคายว่า ทำไมต้องมีครั้งที่ 2 ในเมื่อในครั้งแรกได้ให้ข้อมูลไปแล้วว่า เราเป็นครอบครัวเดียวกัน หลานมาช่วยขายของ ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่ าคนที่แจ้งเขาบอกว่ามันไม่มีฟีดแบ็กกลับมาที่ตน เพราะตนยังขายของปกติ พาน้องมาปกติครั้งที่ 3 มีเจ้าหน้าที่คนเดิม โทรมาบอกว่าจะเข้ามาติดตามผล ตนก็ให้เจ้าหน้าที่เข้ามา และมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงมาเพิ่ม 1 คน อ้างว่ามาติดตามว่า น้องหนึ่งยังมาทำงานอยู่ด้วยไหม ซึ่งจากการติดตามผลครั้งที่ 2 ต้องให้น้องอยู่ในร้าน ตนจึงได้ปิดแล้วปรับปรุงร้านตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.-2 มี.ค. เกือบ 1 เดือน เพื่อให้ร้านขยายใหญ่ขึ้น ให้น้องหนึ่งมีที่อยู่ในร้านตามที่เจ้าหน้าที่บอก ซึ่งตนมีความรู้สึกว่า ขายข้าวไข่เจียวมาตั้ง 3-4 ปี ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาตรวจ แม้แต่ผู้ดูแลตลาดก็พูดเหมือนกัน“ จึงได้ถามเจ้าหน้าที่ตรงๆ ว่า มาตรวจได้อย่างไร เจ้าหน้าที่บอกว่ามีคนแจ้งไป ซึ่งจะแจ้งไปทำไมเมื่อเราเป็นน้าหลานกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน แค่มาช่วยทำงานเฉยๆ ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร ยืนยันและให้ปากคำด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่พอมาตรวจครั้งที่ 2 เริ่มคิดไหนบอกว่าจบแล้ว พอครั้งที่ 3 ก็มาบอกว่าเรื่องจะถึงปลัด เรื่องไม่จบ จะให้เด็กอยู่ในร้านไม่ให้หยิบจับอะไรเลย มันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันขัดกับความเป็นจริง ร้านที่อยู่ในตลาดที่มีเด็กมาอยู่ก็มี เขาเลยบอกว่าต้องเป็นแม่ลูกกัน เป็นน้าหลานไม่ได้ เขายังอ้างมีคนแจ้งเข้าไป ตนก็เลยขอทราบชื่อคนแจ้ง เพราะรู้สึกเหมือนโดนกลั่นแกล้ง หลานโดนคุกคาม ขณะกรอกซอสใส่ถุง โดนถ่ายรูป” น.ส.เอ กล่าวหลังเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจ ซึ่งตนก็ปลูกฝังให้หลานทำมาหากิน ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ หลังจากกลับมาจากโรงเรียน น้องหนึ่งก็จะเก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน แล้วออกมาช่วยขายของ ไม่กล้าให้หลานอยู่บ้านคนเดียวเพราะเป็นห่วง จะเอาไปด้วยพอถึงเวลา 22.00 น. ก็ให้นอน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ น้องหนึ่งก็ขออยู่ดึก ขอเล่นเกม“ตนโตมาก็ไม่ได้สมบูรณ์ พอหลานบอกว่าจะพาแฟนมาอยู่ด้วย มีน้องมาด้วยตนก็ให้มา เพราะว่าตนเลี้ยงหลานมาตั้งแต่เกิด ตนก็บอกว่าหลานรักใครก็จะรักด้วย ตนรักน้องหนึ่งด้วย และอยากขอบคุณที่มีคนมาคอมเมนต์ให้กำลังใจทางสื่อโซเซียล”ส่วนน้องหนึ่ง เล่าว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาช่วยน้า เพื่อแบ่งเบาภาระน้า ไม่มีใครบังคับมาทำงาน เต็มใจจะมาทำงานช่วยน้า พอมีการร้องเรียนก็รู้สึกท้อแท้ ไม่อยากเป็นภาระน้ากับพี่ จึงอยากจะไปบวชเรียน ไม่อยากให้น้ามีปัญหา ส่วนความฝันของตนอยากเป็นทหาร อยากเรียนสูงๆ ถึงระดับปริญญาตรี ตนมาอยู่อุดรฯ ก็รู้สึกชอบ”ขณะที่ เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึงกรณีที่ปรากฏข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการกล่าวหาว่ามีการใช้แรงงานเด็กในสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ว่า กรณีดังกล่าวกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอุดรธานี (สสค.อุดรธานี) ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมาซึ่งทันทีที่ได้รับทราบเรื่อง พนักงานตรวจแรงงาน สสค.อุดรธานี ได้ลงพื้นที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที รวมทั้งเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง และได้สอบถามข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน โดยยึดหลักการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กเป็นสำคัญซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า กรณีดังกล่าวไม่มีนิติสัมพันธ์ในลักษณะนายจ้าง–ลูกจ้าง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่อย่างใด จึงไม่เข้าข่ายการจ้างแรงงานเด็กตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่เหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี และอาจกระทบต่อสวัสดิภาพและการเจริญเติบโตของเด็ก นอกจากนี้ สสค.อุดรธานีได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดูแลช่วยเหลือโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ พร้อมทั้งกำชับให้สถานประกอบกิจการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัดอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า พนักงานตรวจแรงงานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีการข่มขู่ คุกคาม หรือดำเนินการใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบกิจการ พร้อมยืนยันว่า กรมฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังในบริบทสถานการณ์การค้ามนุษย์ในระดับสากล และขอยืนยันว่า จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองแรงงานและสวัสดิภาพของเด็ก ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม และพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันมิให้เกิดการใช้แรงงานเด็กในทุกรูปแบบต่อไปข่าวที่เกี่ยวข้องเลขาฯ มท. ยืนยัน นักเรียนกัมพูชายังไม่ถูกส่งกลับ ด้าน ด.ช.เผยหากแม่กลับ ยินดีกลับด้วย “หลวงพี่น้ำฝน” แจงดรามา ยืนยันรถโบราณยังอยู่ครบ แค่ขับออกไปถ่ายรูป อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดรามา ด.ช. 12 ปี ช่วยน้าขายไข่เจียว ถูกร้องเรียนใช้แรงงานเด็ก ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่- Website : https://www.pptvhd36.com


Posted

in

by

Tags: