‘ดร.นพดล’ ชี้มุมมองผู้เริ่มเรียนรู้ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ บททดสอบประเทศไทย

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ชี้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ไม่ใช่แค่เรื่องไอทีแต่คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมย้ำที่ตั้งข้อมูลไม่เท่ากับอธิปไตยทางข้อมูล แนะรัฐ-นักลงทุนเร่งสร้างผลประโยชน์ร่วมเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคงไทยผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ที่ปรึกษาคณะดิจิทัล และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) หรือ ศูนย์ข้อมูล ซึ่งผมขอเรียกเชิงสื่อสารว่า “ศูนย์รวมพลังข้อมูลโลกดิจิทัล” เพราะเป็นพื้นที่ที่รวมการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล รับส่ง สำรอง เชื่อมต่อ และปกป้องข้อมูล เพื่อขับเคลื่อน คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริการดิจิทัลจำนวนมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง จากความหมายนี้อาจจะทำให้หลายคนคิดว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องไกลตัวแต่ความจริงกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชน เพราะทุกครั้งที่เราเปิดแอป โอนเงิน ซื้อของออนไลน์ ดูวิดีโอ เก็บไฟล์บนคลาวด์ ใช้บริการรัฐบาลดิจิทัล หรือ ถามปัญญาประดิษฐ์ (AI) เบื้องหลังกิจกรรมเหล่านี้มีดาต้าเซ็นเตอร์กำลังทำงานอยู่ที่ใดที่หนึ่ง มีอาคารอยู่จริง มีเซิร์ฟเวอร์จริง ใช้ไฟฟ้าจริง ใช้น้ำจริง และมีเจ้าของจริง แต่ที่น่าสนใจคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้กระจายตัวเหมือนบ้านเรือนหรือรถยนต์ไฟฟ้าแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มักกระจุกตัวในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านไฟฟ้า โครงข่ายสื่อสาร น้ำ ที่ดิน และการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไม่ใช่เพียงธุรกิจประเภทหนึ่งเท่านั้นแล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน ข้อมูล BOI ระบุว่าเฉพาะปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ 36 โครงการคิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 728,000 ล้านบาท พื้นที่สำคัญอยู่ในระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี ฉะเชิงเทราและกรุงเทพมหานคร Google ประกาศลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ในประเทศไทยเฟสแรกประมาณ 36,000 ล้านบาท ส่วน AWS ประกาศแผนลงทุนในไทยมากกว่า 2 แสนล้านบาทภายในปี 2580 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนเรื่องหนึ่งชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสนามลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่สำคัญของภูมิภาคนี้และนี่เป็นทั้ง โอกาส และ ความเสี่ยง !!! ประเทศไทยได้อะไรจาก ดาต้าเซ็นเตอร์ เราต้องพูดอย่างเป็นธรรมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่ผู้ร้าย ถ้าบริหารจัดการดี ประเทศไทยสามารถรับประโยชน์มหาศาลหลายด้านประโยชน์ที่หนึ่ง คือ เงินลงทุนจากต่างประเทศ มาซื้อที่ดิน การก่อสร้าง ระบบไฟ ระบบเครือข่าย เครื่องจักร ระบบรักษาความปลอดภัย จนถึงบริการสนับสนุนต่าง ๆ เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องทำให้เงินลงทุนหมุนเวียนและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไทยให้มากที่สุด แม้อุปกรณ์เทคโนโลยีสำคัญบางส่วน เช่น เซิร์ฟเวอร์ ชิป หรือระบบเครือข่าย อาจยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ประเทศไทยควรเพิ่มสัดส่วนสินค้า บริการ บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นภายในประเทศให้สูงที่สุดประโยชน์ที่สอง คือ ทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งขึ้น เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งใกล้ผู้ใช้งานสามารถลดความหน่วงของการรับส่งข้อมูลและเพิ่มความเสถียรทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ของไทยเข้าถึงคลาวด์และการบริการดิจิทัลได้ดีขึ้น ประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศคลาวด์ ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีการเงิน สุขภาพ รัฐบาล และอุตสาหกรรมดิจิทัลประโยชน์ที่สามคือ สร้างงานทักษะสูง เช่น วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรเครือข่าย วิศวกรคลาวด์ วิศวกรข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และผู้บริหารดูแลระบบ เป็นต้น แต่เราไม่ควรถามเพียงว่า สร้างงานได้กี่ตำแหน่ง แต่ควรถามว่า งานเหล่านี้เป็นของคนไทยกี่ตำแหน่ง และคนไทยได้รับความรู้และพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ประโยชน์ที่สี่ คือ ความมั่นคงและความเร็วของบริการดิจิทัล ตรงนี้สำคัญมาก การมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในประเทศทำให้บางระบบมีความยืดหยุ่นและลดการพึ่งพาการเชื่อมต่อไปต่างประเทศ แต่ตรงนี้ต้องระวังคำหนึ่งคือ คำว่า อธิปไตยทางข้อมูล เพราะการมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในประเทศไทย ยังไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยมีอธิปไตยเหนือข้อมูล เพราะอธิปไตยเหนือข้อมูลคือความสามารถของประเทศไทยในการกำหนดกติกา คุ้มครอง ควบคุมและรักษาความต่อเนื่องของข้อมูลและระบบดิจิทัลที่สำคัญภายใต้กฎหมายไทยและผลประโยชน์ชาติของประเทศไทยดังนั้น คำถามเรื่องอธิปไตยทางข้อมูลไม่ได้จบอยู่ที่ว่า ข้อมูลเก็บอยู่ที่ไทยหรือไม่ แต่ต้องถามต่อว่า ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ใครเป็นเจ้าของเครื่องแม่ข่าย ใครเป็นเจ้าของหรือควบคุมระบบคลาวด์ ใครถือกุญแจเข้ารหัสข้อมูล ใครมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล ข้อมูลหรือผู้ให้บริการอาจอยู่ภายใต้เขตอำนาจของกฎหมายต่างประเทศหรือไม่ ข้อมูลถูกสำรองไปประเทศอื่นหรือไม่ บริษัทผู้ให้บริการอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศใด ถ้าเกิดข้อพิพาท กฎหมายของใครมีอำนาจชี้ขาดฝากทุกฝ่ายช่วยกันพิจารณาว่า ถ้าวันหนึ่งผู้ให้บริการต่างชาติไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะให้บริการต่อ ประเทศไทยยังสามารถดำเนินระบบสำคัญต่อได้หรือไม่ ทั้งในมิติของกฎหมาย สัญญา เทคโนโลยี ข้อมูล บุคลากร และความสามารถในการย้ายหรือกู้คืนระบบ นี่ต่างหากคือคำถามเรื่อง อธิปไตย ที่น่ากังวลยิ่งนักผมขอให้จำสูตร สมการนี้ไว้ นั่นคือ ที่ตั้งข้อมูล ≠ อำนาจอธิปไตยทางข้อมูล เช่น เครื่องแม่ข่ายอาจตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง แต่อาจใช้ระบบคลาวด์ของบริษัทต่างชาติ บริษัทแม่อาจตั้งอยู่ต่างประเทศการควบคุม บริหารจัดการอาจดำเนินการจากต่างประเทศ กุญแจเข้ารหัสอาจอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ให้บริการ และสถาปัตยกรรมของระบบอาจอยู่ภายใต้ข้อบังคับทางกฎหมายของประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่เพราะฉะนั้น การที่จะบอกว่า ดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นข้อมูลจึงอยู่ภายใต้อธิปไตยไทยทั้งหมด เป็นข้อสรุปที่เร็วเกินไป นั่นคือ “เก็บในไทย” หรือ “ที่ตั้งอยู่ในไทย” เป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยไทย แต่ยังไม่ใช่อธิปไตยไทยทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่ผมฝากให้ทุกฝ่ายร่วมกันพิจารณาอย่างจริงจังทุกมิติว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คือเรื่องความมั่นคงของชาติและผลประโยชน์ชาติแท้จริงอย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ผมขอให้ประชาชนควรรู้เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะเราต้องกลัวดาต้าเซ็นเตอร์แต่เพราะดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็น “พลังของเศรษฐกิจดิจิทัล” นี่คือเหตุผลที่เรื่อง Data Center ไม่ใช่เรื่องของนักคอมพิวเตอร์ นักไอที นักลงทุน หรือบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “คนไทยทุกคน”จากที่ผมติดตามข่าว สื่อออนไลน์ บทวิเคราะห์ และการถกเถียงเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ผมพบปัญหาใหญ่ข้อหนึ่ง คือเรากำลัง “ใช้ข้อดีบางส่วนกลบต้นทุน และใช้ความเสี่ยงบางส่วนกลบโอกาสของประเทศ”ฝ่ายหนึ่งมองว่า เงินลงทุนหลายแสนล้าน = ประเทศได้ประโยชน์หลายแสนล้าน มีดาต้าเซ็นเตอร์แล้วงานจะเพิ่มมหาศาล หรือแค่เครื่องแม่ข่ายตั้งอยู่ในไทยก็แปลว่าเรามีอธิปไตยทางข้อมูลและอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์แล้ว อีกฝ่ายก็เหมารวมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มาเมื่อไร น้ำหมด ค่าไฟแพง งานมีนิดเดียว และกำไรกลับต่างประเทศทั้งหมดข้อกังวลของทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนที่เป็นจริง แต่ความจริงทั้งหมดไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ต้องพิจารณาบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ควรสรุปจากความรู้สึกหรือข้อสมมติที่ยังไม่ได้ตรวจสอบผลกระทบของแต่ละโครงการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ขนาดโครงการ ระบบระบายความร้อน ประสิทธิภาพการใช้ไฟและน้ำ แหล่งพลังงาน แหล่งน้ำ โครงสร้างค่าไฟ การซื้อสินค้าและบริการจากไทย การจ้างงาน และเงื่อนไขที่รัฐบาลต่อรองกับนักลงทุนเพราะฉะนั้น ผมไม่อยากให้สังคมไทยเสียเวลากับคำถามว่า “ใครเชียร์ ใครค้าน ใครพูดถูก” แต่ควรถามว่า “ข้อมูลจริงอยู่ไหน” ใช้ไฟเท่าไร ใช้น้ำเท่าไร ใครจ่ายค่าขยายระบบ จ้างคนไทยกี่คน ได้สิทธิประโยชน์รัฐเท่าไร จ่ายภาษีสุทธิเท่าไร และสุดท้ายสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยจริงกี่บาทถ้าข้อมูลพวกนี้เปิดหมด อินฟลูเอนเซอร์ไม่ต้องปั่น สื่อไม่ต้องเดา นักการเมืองไม่ต้องสร้างวาทกรรม ไม่เอาข้อสงสัยมาเป็นข้อสรุป และประชาชนไม่ต้องเลือกเชื่อใคร ปล่อยให้ “ตัวเลขและหลักฐานเป็นคนพูด”ถ้ามีคนถามผมว่า “ประเทศไทยควรเอา Data Center หรือไม่” คำตอบไม่ควรเป็นทั้ง “เอาแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง” และไม่ควรเป็น “ไม่เอาเลย” แต่ควรเป็น “เอา Data Center ที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และความมั่นคงที่ประเทศไทยได้รับ มีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสิทธิประโยชน์ที่รัฐมอบให้”คำถามแห่งชาติจึงไม่ใช่ “เอาหรือไม่เอาดาต้าเซ็นเตอร์” แต่คือ “ประเทศไทยจะเอาดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร” เอาอย่างไรให้ทุกเมกะวัตต์ที่ใช้สร้างมูลค่าให้คนไทยสูงที่สุด ทุกลูกบาศก์เมตรของน้ำถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดทุกบาทของสิทธิประโยชน์รัฐสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ประเทศสูงที่สุด ทุกโครงการทำให้คนไทยเก่งขึ้น ทุกบริษัททำให้ประเทศไทยแข็งแรงขึ้น และทุกชุมชนได้รับประโยชน์ร่วมด้วยคำถามเหล่านี้ไม่ใช่คำถามเพื่อต่อต้านการลงทุน แต่เป็นคำถามเพื่อทำให้การลงทุนมีคุณค่าต่อประเทศไทยมากที่สุดในช่วงหนึ่งของการศึกษาและการทำงานของผม ผมมีโอกาสศึกษาเรื่อง ดาต้าเซ็นเตอร์ การบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cybersecurity Risk Management) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และนโยบายด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ประสบการณ์ตรงนั้นทำให้ผมเห็นชัดขึ้นว่า ประเทศที่มองดาต้าเซ็นเตอร์อย่างมียุทธศาสตร์จะไม่มองเพียงว่า “ใครมาลงทุนกี่แสนล้านบาท” หรือ “มีเครื่องแม่ข่ายอยู่กี่เครื่อง” แต่จะมองพร้อมกันทั้ง เศรษฐกิจ พลังงาน น้ำ เทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ อธิปไตยทางข้อมูล ความต่อเนื่องของระบบสำคัญ และผลประโยชน์ชาติและของประชาชนสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้และนำกลับมาคิดต่อกับประเทศไทยเสมอคือ “สถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ กับอำนาจควบคุมระบบและข้อมูล ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน” การที่เครื่องแม่ข่ายตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย ยังไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าไทยมีอธิปไตยเหนือข้อมูลหรือปัญญาประดิษฐ์ เรายังต้องถามว่า ใครเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน ใครควบคุมระบบคลาวด์ ใครถือกุญแจเข้ารหัสข้อมูล ข้อมูลถูกสำรองไว้ที่ใด หากเกิดวิกฤต ประเทศไทยยังสามารถเดินระบบสำคัญต่อไปได้หรือไม่ และถ้าวันหนึ่งเราต้องการย้ายออกจากผู้ให้บริการเดิม เราสามารถย้ายได้จริงหรือไม่เพราะฉะนั้น สำหรับผม ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เพียง “เรื่องของเทคโนโลยี” แต่มันคือ “เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ"และยิ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์มากเท่าใด เราก็ยิ่งต้องทำให้การเติบโตของธุรกิจเดินไปพร้อมกับความแข็งแรงของประเทศไทยมากเท่านั้น“ศูนย์รวมพลังข้อมูลโลกดิจิทัล” ที่ผมอยากเห็น ผมไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นเพียง “ที่วางเครื่องแม่ข่ายราคาถูกของโลก” ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็น “ศูนย์สร้างคุณค่าจากพลังข้อมูลของภูมิภาค” ดาต้าเซ็นเตอร์ควรเป็นฐานต่อยอดไปสู่ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ งานวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมบริการดิจิทัล และธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ถ้าเราทำได้เช่นนั้น เราไม่ได้เพียงอนุญาตให้บริษัทนำเครื่องแม่ข่ายมาตั้งในประเทศไทย แต่เรากำลังสร้าง “ความสามารถทางดิจิทัลของประเทศไทย” ขึ้นมาด้วยและนี่คือจุดที่ผมเห็นว่า ประสบการณ์จากการศึกษาเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์และความมั่นคงทางไซเบอร์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีความหมายต่อประเทศไทยอย่างมาก เพราะบทเรียนสำคัญไม่ใช่การเลียนแบบว่าประเทศอื่นสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร แต่คือการเรียนรู้ว่า “ประเทศต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจากดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนที่จะถามว่าดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการอะไรจากประเทศ”และนี่คือข้อความที่ผมอยากฝากถึงผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ ผมไม่ได้เรียกร้องให้คุณลดกำไร ผมไม่ได้ต้องการให้ธุรกิจทำหน้าที่เป็นองค์กรการกุศล ตรงกันข้าม ผมอยากให้คุณประสบความสำเร็จ และทำกำไรได้ดี เพราะบริษัทที่แข็งแรงลงทุนต่อได้ จ้างคนต่อได้ สร้างนวัตกรรมต่อได้ และอยู่กับประเทศไทยได้ในระยะยาว แต่ผมอยากชวนให้กำไรนั้นเกิดขึ้นบนความสำเร็จของประเทศไทยด้วย ไม่ใช่จากการผลักต้นทุนให้คนอื่นรับแทน ดังนั้นประโยคที่ผมอยากฝากไว้คือ “คุณไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างกำไรกับประเทศไทย” เพราะ “กำไรกับผลประโยชน์ของชาติ ไม่จำเป็นต้องสวนทางกัน”บริษัททำกำไรได้ ประเทศไทยได้ประโยชน์ได้ ประชาชนได้ประโยชน์ได้ ชุมชนได้รับการดูแลได้ และสิ่งแวดล้อมได้รับการปกป้องได้ พร้อมกัน ถ้าเรามีกติกาที่ดี ข้อมูลที่โปร่งใส การแข่งขันที่เป็นธรรม และความรับผิดชอบร่วมกัน เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่จำนวนเงินลงทุน แต่คือวันที่คนไทยพูดว่า “พวกเราดีใจที่ประเทศไทยมีบริษัทนี้” วันนั้นผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่ได้เป็นเพียง นักลงทุน แต่จะกลายเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของชาติ” และดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่ได้เป็นเพียง “ศูนย์ข้อมูล” แต่จะกลายเป็น “ศูนย์รวมพลังข้อมูลโลกดิจิทัล” ที่เปลี่ยน ข้อมูล → เป็นความรู้ เปลี่ยนความรู้ → เป็นนวัตกรรม เปลี่ยน นวัตกรรม → เป็นเศรษฐกิจ เปลี่ยน เศรษฐกิจ → เป็นความมั่นคง และเปลี่ยน ความมั่นคง → เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน นี่คือดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทยที่พวกเราอยากเห็นธุรกิจเติบโต ประเทศแข็งแรง ประชาชนได้ประโยชน์ ชุมชนไว้วางใจ และคนไทยภูมิใจ เพราะอนาคตของดาต้าเซ็นเตอร์ไทย ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันว่า “ใครสร้างได้มากที่สุด” แต่อยู่ที่ว่า “ใครสามารถเปลี่ยนพลังข้อมูล ให้กลายเป็นพลังของประเทศไทยได้มากที่สุด” และถ้าเราทำได้ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง อนาคตดิจิทัล กับ ผลประโยชน์ของชาติ เพราะสองสิ่งนี้ สามารถเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้


Posted

in

by

Tags: