ด่วน!ชูวิทย์ฟันธง พรรคประชาชนเดินหมากพลาดใหญ่ จับมือผิดคน แพ้ตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีต หัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์ถึงพรรคส้มแบบดุเดือดความผิดพลาดครั้งใหญ่.ผมเห็นข่าวคุณธนาธรให้สัมภาษณ์ในรายการของคุณสรยุทธ.จึงอยากสื่อสารกับคุณธนาธรเพื่อความเข้าใจ.ผมมีความบริสุทธิ์ใจที่จะส่งผ่านบทความนี้ให้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่คุณธนาธร.อีก 50 กว่าวันคงรู้ผลการเลือกตั้งอย่างที่คุณธนาธรพูดเอาไว้.โดยคุณธนาธรเชื่อว่ารัฐธรรมนูญปี 60 เป็นต้นตอของปัญหาความแตกแยกในสังคม.จึงตกลงกับ “ผู้ถือกุญแจ” คือพรรคภูมิใจไทยที่คุณธนาธรเชื่อว่า เป็นพรรคเดียวที่ไขกุญแจ ส.ว. ได้.แต่กลับไม่เอะใจเลยว่า ผู้ถือกุญแจเขาไม่ได้อยากเสียบกุญแจบิดให้.แม้รู้ว่า “เสี่ยง” แต่ต้องขอลอง.ซ้ำยังเชื่ออีกว่า แม้พลาดจากการเสี่ยง ประชาชนจะให้โอกาสในการเลือกตั้งครั้งหน้า.พรรคประชาชนจะได้คะแนนเสียงมากขึ้น.คุณธนาธรไม่ได้แสดง “วิสัยทัศน์“ ที่เข้าใจระบบการเมืองไทยดีพอ.แต่ยังคงยึดมั่นถือมั่นกับการตัดสินใจด้วยมุมมองทางการเมืองในอุดมคติของตัวเอง.แม้พลาดกับพรรคภูมิใจไทยที่ควรทำให้เติบใหญ่ขึ้น แต่ท่าทีของคุณธนาธรยังไม่ได้ยอมรับในความผิดพลาด.กลับทำเหมือนนักการเมืองทั่วไป ที่ต้องออกตัวขึงขังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่าเก่าอีก.ผมมีความปรารถนาดีที่เตือนพรรคประชาชนตั้งแต่ต้นว่า.นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เลือกคุณอนุทิน.เพียงแต่คุณธนาธรดื้อรั้นอยากลองเสี่ยงเอง ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่ผมคาดไว้ทุกประการ.นอกจากแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ พรรคประชาชนยังได้รับผลเสียหายที่เกิดขึ้น.แถมไปทำให้พรรคภูมิใจไทยมีแต้มต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยการได้เป็นพรรครัฐบาล โยกย้ายข้าราชการ อนุมัติงบประมาณ.ดูดบ้านเล็กบ้านใหญ่เข้าเต็มพรรค สร้างกระแสชาตินิยมเพื่อหวังกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง.และผมยังคาดต่อไปได้ว่า ”พรรคประชาชนจะต้องได้บทเรียนราคาแพงจากการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ด้วย“.ดังนั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมจะพยากรณ์ไว้ว่า.“พรรคประชาชนจะได้จำนวน ส.ส. ต่ำกว่า 100”.ด้วยการเดินหมากผิดพลาดจากผลลัพธ์ของความเสี่ยง ที่ผมเคยย้ำไปแต่แรกแล้วว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย“.พรรคประชาชนคิดจะแก้รัฐธรรมนูญด้วยการใช้ทางลัด.แต่ความเป็นจริงคุณธนาธรย่อมต้องรู้ว่า ที่ผ่านมาการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ ต้องทำให้นักการเมือง ส.ส. และ ส.ว. เห็นพ้องต้องกัน.ไม่ใช่เรื่องที่พรรคประชาชนจะทำได้ด้วยตัวเองแล้วถือเอาเป็นผลงาน.หรือแม้แต่คิดจะใช้วิธีจับมือบังคับให้คนถือกุญแจไปแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ตัวเองต้องการได้.มันจึงเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่”.ไม่ใช่ “การประนีประนอมครั้งใหญ่”.เพราะการบังคับให้พรรคภูมิใจไทยทำตามใจตัวเอง แลกกับตำแหน่งนายกฯ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล.ไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการกระทำแต่อย่างใด.นี่ต่างหากคือ “หัวใจ“ ที่คุณธนาธรมองอย่างคนไม่เข้าใจ จึงส่งผลอย่างรุนแรงต่อพรรคประชาชน.จากผลโพลล์ ยังมีคนไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนอีกเป็นจำนวนมาก.ผลการเลือกตั้งจะบอกคุณธนาธร และพลพรรคประชาชนเอง.เพราะแม้ว่าผมเป็นเพียงเสียงเดียวที่เคยเลือกพรรคก้าวไกล และออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของพรรคประชาชน.แต่เชื่อว่า “กระแสได้เปลี่ยนทิศ” แล้ว.การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ว่า “กลยุทธ์การตลาด“ ของพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไร.หากพรรคการเมืองคือสินค้าชนิดหนึ่งที่ให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ดู.เมื่อทดลองแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่โฆษณา จะให้ไปลองใหม่คงไม่มีแล้ว.ตอนนี้พรรคประชาชนไม่ใช่ ”ของใหม่” อีกต่อไป.จะให้ประชาชนไปลองเลือกใช้อีกทั้งๆ ที่เห็นอยู่ทนโท่ว่าที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ ทำอะไรสำคัญๆ ผิดพลาดหมด.แม้แต่เรื่องที่ตัวเองคิดว่าสำคัญอย่างการแก้รัฐธรรมนูญยังพลาด.จากการไปบังคับพรรคอย่างภูมิใจไทยให้ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในหัวแม้แต่นิด.ใครๆ ก็รู้ แต่พรรคประชาชนกลับไม่รู้ ซ้ำยังเมินเฉยต่อคำติติงของผู้ที่หวังดี.ท้ายสุดเมื่อพลาดแล้ว ก็ยังทำท่าทีว่าตัวเองไม่ผิด.แค่นี้ก็รู้แล้วว่า หากเลือกอีก.ประชาชนเรียกว่า “เสียของ“คอมเมนต์ เพิ่มเติมเลือกตั้งเหมือนหนังเข้าโรงฉายผู้กำกับ นักแสดง ก็หวังว่าคนจะเต็มโรงแต่ผลจะเห็นว่า แม้ถ่ายทำดีแต่คนดูโหรงเหรง เจ๊งแล้วถึงรู้ตัวเหมือนตอนเลือกตั้งปี 62 ผมบอกว่าพรรคประชาธิปัติย์หากไปร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ จะสูญพันธุ์จากปี 62 มี ส.ส. 53 คนมาถึงปี 66 เหลือ ส.ส. แค่ 25 คนปรากฏการณ์นี้จะซ้ำรอยที่พรรคประชาชน


Posted

in

by

Tags: