ผศ. ดร. ธรณ์ ชี้ทางอยู่รอดในยุคฝนถล่ม-โลกเดือด‘ผศ. ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์’ ผู้เชี่ยวด้านนิเวศทางทะเล ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ ด้วยน้ำเสียงที่อยากชวนให้สังคมมองสถานการณ์แบบ ‘เราทุกคนอยู่ในฐานะผู้ร่วมเผชิญความเสี่ยง ไม่ใช่เพียงผู้รอความช่วยเหลือจากภาครัฐ’ โดยมีประเด็นสำคัญคือ การไม่ปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในภาวะ ‘ผู้ประสบภัย’ แต่ควรเริ่มเตรียมพร้อมตั้งแต่วันที่ยังไม่มีน้ำหลาก เริ่มจากการรู้จักพื้นที่ที่เราอยู่ บ้านตั้งอยู่ในที่ลุ่มหรือสูง เคยท่วมกี่ครั้ง น้ำมาไวหรือช้า และระดับน้ำประมาณเท่าไหร่ เพื่อให้มีภาพชัดว่าความเสี่ยงจริงคืออะไร และยอมรับความจริงที่ว่าโลกร้อนกำลังทำให้สภาพอากาศยิ่งแปรปรวน ฝนหนักรุนแรงและเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าเดิมหนึ่งในเหตุการณ์ที่ต้องทำความเข้าใจคือ ‘Rain bomb’ หรือฝนที่ทิ้งปริมาณน้ำ 100-200 มิลลิเมตรขึ้นไปในเวลาอันสั้น ดร. ธรณ์อธิบายว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่างมารวมกัน ทั้งลานีญาที่ทำให้อากาศมีความชื้นมากขึ้น ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคใต้ และการระเหยของไอน้ำที่มากขึ้นในโลกที่ร้อนขึ้น เมื่อปัจจัยทั้งหมดมาเจอกัน แม้ไม่มีพายุเขตร้อน ก็อาจเกิดฝนถล่มอย่างหนักในพื้นที่เดิมซ้ำๆ จนยากจะรับมือได้ทันรานงานจาก World Bank สะท้อนภาพความเป็นจริงว่า ประเทศไทยติดหนึ่งในสิบประเทศที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมสูงที่สุดของโลก และหากไม่เร่งปรับตัวทางภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้ GDP ลดลงถึง 7-14% ภายในปี 2050 ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก TDRI ยังชี้ให้เห็นว่ากรุงเทพฯ มี ‘จุดเสี่ยงน้ำท่วม’ มากถึง 737 จุด นี่จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือสิ่งที่คนเมืองต้องรับความเสี่ยงในทุกวันการเตรียมพร้อมในชีวิตประจำวันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ การจัดชุดยังชีพ เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยา พาวเวอร์แบงก์ หรือแพ็กเกจสื่อสารสำรอง อาจเป็นสิ่งช่วยค้ำพยุงเมื่อไฟดับ สัญญาณล่ม หรือไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทัน หลายครอบครัวเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว บ้านสองชั้นติดเหล็กดัด ไม่มีทางหนี หรือไม่มีจุดที่ปลอดภัยเพียงพอ เป็นปัจจัยที่ทำให้การเอาตัวรอดยากขึ้น แม้น้ำไม่แรงแต่ติดอยู่ในพื้นที่อับก็อาจเป็นอันตรายได้หากมีประกาศเตือนล่วงหน้า เช่น ระดับน้ำอาจสูงถึง 1.45 เมตร การตัดสินใจอพยพไปยังอาคารที่ปลอดภัยกว่าควรเกิดขึ้นโดยเร็ว ไม่ใช่รอจนวิกฤตมาถึงหน้าประตูบ้าน โดยเฉพาะหากบ้านอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือมีความเสี่ยงสูง การมีแผนล่วงหน้าจะช่วยลดความเครียดในสถานการณ์จริง และเพิ่มโอกาสรอดทั้งของตนเองและคนในบ้านเรื่องน้ำท่วมยังเชื่อมโยงกับการตัดสินใจทางการเมืองในระดับที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด เมืองที่ปลอดภัยไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบเตือนภัย ข้อมูลน้ำที่ประชาชนเข้าถึงได้ จุดอพยพพร้อมอุปกรณ์จำเป็น เช่น เรือ หรือเครื่องปั่นไฟ รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่เคลื่อนย้ายลำบาก มุมมองเช่นนี้ คือหัวใจของเมืองที่ไม่ทอดทิ้งประชาชนในวันที่ยากลำบากนอกจากนี้ ภัยธรรมชาติยังทำให้มองเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ชัดเจนมากขึ้น ผู้สูงอายุ คนป่วย หรือคนที่มีทรัพยากรน้อย มักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน และฟื้นตัวยากกว่า การป้องกันไม่ให้ใครต้อง ‘จมน้ำเพราะไม่มีทางเลือก’ จึงสำคัญไม่แพ้การสร้างเมืองให้เติบโตมั่งคั่งบทเรียนจากหาดใหญ่ไม่ได้เป็นเรื่องของภาคใต้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสภาวะที่อาจเกิดขึ้นในเมืองอื่นทั่วประเทศ ดังที่รายงานจาก UNICEF-NIDA ได้ระบุว่า โรงเรียนไทยจำนวนมากยังไม่มีโครงสร้างรองรับภัยภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ฝนหนัก หรืออากาศร้อน และเด็กจำนวนไม่น้อยเริ่มได้รับผลกระทบทางสุขภาพแล้วยิ่งไปกว่านั้น Rain bomb ถือเป็นปรากฏการณ์ฉพาะพื้นที่และคาดการณ์ล่วงหน้ายาวๆ ได้ยาก ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ‘การป้องกันเชิงรุก’ วางแผนตั้งแต่ตอนที่เหตุยังมาไม่ถึง ด้วยการมีชุดยังชีพ มีรายชื่อคนที่ติดต่อได้ในยามฉุกเฉิน มีแผนอพยพที่ทุกคนในบ้านรู้และเข้าใจ และช่วยกันสร้างความตระหนักในชุมชนให้มากขึ้นท้ายที่สุด บทเรียนครั้งนี้ไม่ได้ชวนให้สังคมหวาดกลัว แต่ต้องการให้เห็นว่า ในโลกที่เปลี่ยนเร็วและร้อนขึ้น การเตรียมตัวล่วงหน้าคือสิ่งที่ทุกคนทำได้ และมีความสำคัญมากกว่าที่คิด เมื่อ ‘เราไม่ใช่แค่ผู้ประสบภัย แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางของเมืองและประเทศให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ‘น้ำมาไว ทำอย่างไรให้รอด’
by
Tags: