สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ในปฏิบัติการที่ส่งผลให้อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน เสียชีวิตสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็น“เดิมพันด้านนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุด” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้หาเสียงเลือกตั้งโดยประกาศตัวเป็น “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ” และเคยระบุว่าต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับอิหร่านผ่านการทูตทรัมป์ไม่ได้แถลงชี้แจงอย่างต่อเนื่องต่อสาธารณชนก่อนปฏิบัติการ แต่กล่าวถึงประเด็นนี้สั้น ๆ ในสุนทรพจน์แถลงผลงานประจำปีต่อรัฐสภา และในวิดีโอข้อความที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ โดยระบุเป้าหมายหลักดังนี้สกัดกั้นอิหร่านจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ทรัมป์ย้ำว่าอิหร่าน “จะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” โดยอ้างว่าการโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้“ทำลายล้าง” โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่กล่าวว่าเตหะรานพยายามฟื้นฟูโครงการดังกล่าวอีกครั้งก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลให้เหตุผลว่าการทิ้งระเบิดในเดือนมิถุนายนมีขึ้นเพราะอิหร่านเข้าใกล้ความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์มากเกินไปอย่างไรก็ตาม ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เคยประเมินว่าอิหร่านยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 2003 ขณะที่เตหะรานปฏิเสธว่าไม่เคยแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และในฐานะภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) มีสิทธิ์เสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อวัตถุประสงค์พลเรือนชาติตะวันตกโต้แย้งว่าไม่มีเหตุผลทางพลเรือนที่น่าเชื่อถือสำหรับระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน และ IAEA แสดงความกังวลอย่างมาก โดยระบุว่าไม่เคยมีประเทศใดดำเนินการในระดับดังกล่าวโดยไม่จบลงด้วยการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ควบคุมโครงการขีปนาวุธทรัมป์ระบุว่าโครงการขีปนาวุธของอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อสหรัฐฯ โดยกล่าวว่าอิหร่านพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลที่อาจคุกคามพันธมิตรในยุโรป กองกำลังสหรัฐฯ ในต่างประเทศ และอาจเข้าถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ในอนาคตเขาไม่ได้ให้รายละเอียดสนับสนุนข้อกล่าวหา ขณะที่สื่อทางการอิหร่านเคยรายงานว่าเตหะรานกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถยิงถึงสหรัฐฯขจัดภัยคุกคามต่อชาวอเมริกันและพันธมิตรทรัมป์ระบุว่าเป้าหมายของการโจมตีคือ “ปกป้องประชาชนอเมริกันด้วยการขจัดภัยคุกคามฉุกเฉินจากระบอบอิหร่าน” พร้อมกล่าวว่า กิจกรรมของอิหร่านเป็นภัยโดยตรงต่อสหรัฐฯ ฐานทัพ และพันธมิตรทั่วโลกเขาอ้างถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานเมื่อปี 1979 ที่จับตัวประกันชาวอเมริกัน 444 วัน เหตุระเบิดค่ายทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในเบรุตปี 1983 ซึ่งคร่าชีวิตทหารอเมริกัน 241 นาย รวมถึงการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทรัมป์ยังกล่าวถึงการสนับสนุนของอิหร่านต่อกลุ่มฮามาส ซึ่งก่อเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023ประเด็นการปราบปรามผู้ประท้วงในสุนทรพจน์ก่อนหน้า ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าสังหารผู้ประท้วงอย่างน้อย 32,000 คนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบได้องค์กร HRANA ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ และติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในอิหร่าน รายงานว่าบันทึกการเสียชีวิตที่ตรวจสอบได้มี 7,007 ราย และอยู่ระหว่างตรวจสอบอีกกว่า 11,000 ราย ขณะที่ทางการอิหร่านเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 3,117 ราย และเจ้าหน้าที่รายหนึ่งให้ข้อมูลกับ Reuters ว่าตรวจสอบได้แล้วอย่างน้อย 5,000 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงราว 500 นายเรียกร้องเปลี่ยนแปลงระบอบทรัมป์เรียกร้องให้ประชาชนอิหร่าน “ลุกขึ้นยึดอำนาจจากผู้ปกครอง” พร้อมกล่าวว่า “ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของคุณมาถึงแล้ว”เขาระบุว่า ปฏิบัติการทิ้งระเบิดจะดำเนินต่อเนื่องตลอดสัปดาห์หรือจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย “สันติภาพทั่วตะวันออกกลางและทั่วโลก”ทรัมป์ติดตามสถานการณ์จากรีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา ขณะที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าที่ตั้งของผู้นำสูงสุดอิหร่านถูกทำลาย และสื่อทางการอิหร่านยืนยันในเวลาต่อมาว่า คาเมเนอีเสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง
ทำไม สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน?
by
Tags: