งานวิจัยยังพบอีกว่าการใช้เพื่อปรึกษาเรื่องงานทำให้เสพติด สภาพจิตพึ่ง AI จนขาดไม่ได้มากกว่าคุยเรื่องส่วนตัวการใช้งานเครื่องมือ AI (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) ชื่อดังอย่าง ChatGPT นั้นเรียกได้ว่าตัวเครื่องมือชนิดนี้ได้กลายร่างจากเครื่องมือสำหรับช่วยทำงานมาเป็นที่ปรึกษา, เป็นครู เป็นเพื่อน เป็นจิตแพทย์คู่กายของหลายคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในความนิยมนี้กลับมีด้านมืดซ่อนอยู่จากรายงานโดยเว็บไซต์ UCStrategies ได้มีการอ้างงานวิจัยจากโครงการ AHA: Advancing Humans with AI ซึ่งเป็นโครงการสำหรับการทำวิจัยเพื่อความเข้าใจในประสบการณ์การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ของมหาวิทยาลัย MIT (Massachusetts Institute of Technology) ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวนั้นเป็นการศึกษาถึงผลกระทบในเชิงจิตวิทยาจากการใช้งานแชทบอท (Chatbot) แบบ AI ซึ่งทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับแชทบอทนับล้านบทสนทนา โดยผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยนับพันรายที่มีประวัติการใช้งานแชทบอทอย่างเป็นประจำงานวิจัยพบว่าการความถี่ในการใช้งานแชทบอทนั้นจะส่งผลให้ผู้ใช้งานเริ่มมีความรู้สึกปลีกแยกตัวจากสังคม (Isolation) เนื่องจากการใช้งานแชทบอทนั้นจะทำให้ความพึงพอใจในการสนทนากับมนุษย์ด้วยกันลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่การสนทนากับแชทบอทที่เป็นเครื่องจักรนั้นกลับสร้างความสบายใจให้กับผู้ใช้งานมากขึ้น นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในด้านการใช้งานนั้นผลกระทบจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างการสนทนาในรูปแบบตัวอักษร (Text) และการใช้เสียงพูด และการสนทนานั้นเป็นเพียงแค่บทสนทนาทั่วไปหรือค่อย ๆ พัฒนากลายเป็นการพูดคุยเรื่องส่วนตัว แต่ความแตกต่างนั้นไม่มากนักในประเด็นนี้อีกสิ่งหนึ่งจากงานวิจัยที่สร้างความกังวลใจให้กับทีมวิจัยคือ เมื่อผู้ใช้งานเริ่มพูดคุยกับแชทบอทบ่อย ๆ ก็จะเริ่มมีการเอาความมั่นคงทางอารมณ์ไปผูกมัดกับแชทบอท AI (Emotional Dependence) มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ใช้งานนั้นเริ่มพูดคุยกับ AI เพื่อสร้างความสบายใจ, ขอความเห็น หรือขอให้เป็นคู่คิด โดยถ้าวันไหนไม่ใช้งานตัวผู้ใช้งานก็จะรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ บทสนทนาเกี่ยวกับงาน หรือ ขอคำแนะนำในด้านการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน กลับส่งผลกระทบในจุดนี้มากกว่าการพูดคุยกับแชทบอทในประเด็นส่วนตัวทางทีมวิจัยยังพบอีกว่า ผู้ที่ใช้งานด้วยวิธีการพูดตอบโต้ (Voice Interactions) มักจะได้รับผลกระทบทางจิตในเชิงลบที่น้อยกว่าผู้ที่ใช้งานในการพิมพ์ตอบโต้กับแชทบอท ซึ่งสอดคล้องกับผลการสังเกตการณ์ของทีมวิจัยที่พบว่า ผู้ที่ใช้งานแชทบอทด้วยการตอบโต้ด้วยเสียงกับแชทบอทด้วยประเด็นผิวเผินนั้นจะมีความโดดเดี่ยว และการปลีกวิเวก น้อยกว่าผู้ที่พิมพ์ตอบโต้กับแชทบอทนอกจากนั้นทางทีมวิจัยยังได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับสัญญาณอันตรายที่ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้ แปลว่าผู้ที่ใช้งาน AI นั้นเริ่มจะมีปัญหาทางสุขภาพจิตในเชิงลบที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ ดั่งนี้หันเข้าหาแชทบอทอย่างเดียวถึงแม้จะมีทางเลือกอื่นในชีวิตจริงที่สามารถปรึกษาได้ขอความช่วยเหลือจาก AI ในยามที่เครียด หรือ เหงารู้สึกไม่สบายใจ หรือ มีความวิตกกังวลเมื่อไม่สามารถใช้งานแชทบอทได้ทางทีมวิจัยยังได้มอบวิธีการใช้งานแชทบอทอย่างสมดุลเพื่อให้ได้ประโยชน์จากแชทบอทสูงสุดโดยมีผลกระทบต่อสภาพจิตใจน้อยที่สุดอีกด้วย เช่นจำกัดการใช้งานแชทบอทในแต่ละวันเลือกขอความช่วยเหลือจากคนจริง ๆ ควบคู่กับการใช้งานแชทบอท ไม่ใช่พึ่งพิงแต่แชทบอทอย่างเดียวหมั่นไตร่ตรองความรู้สึกของตัวเองเสมอระหว่างการใช้งานแชทบอท เพื่อไม่ให้เกิดการพึ่งพา AI มากเกินไป➤ Website : https://www.thaiware.com➤ Facebook : https://www.facebook.com/thaiware➤ Twitter : https://www.twitter.com/thaiware➤ YouTube : https://www.youtube.com/thaiwaretv
นักวิจัยตรวจพบ ! การใช้ ChatGPT หนัก ๆ มีความเชื่อมโยงกับวิกฤติสุขภาพจิต
by
Tags: