“นิตินโยบายการบินและอวกาศ” ไทยยังไล่ตามไม่ทันเทคโนโลยี

“เศรษฐกิจอวกาศ” หรือ Space Econom กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีกาาคาดการณ์กันว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี…“เศรษฐกิจอวกาศ” หรือ Space Econom กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีกาาคาดการณ์กันว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2040ประเทศไทย ต้องทำอย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมาย ระเบียบต่างๆ เพื่อให้สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้คอมลัมน์ “ชีวิตติด TECH” มีมุมมอง จากเวทีประชุมวิชาการ “นิตินโยบายการบินและอวกาศ” ครั้งที่ 3 จัดโดย คณะนิติศาสตร์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สำนักคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการบินและอวกาศมาเล่าสู่ให้ฟังโดยเกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ อันนำไปสู่การกำหนด ‘นิตินโยบาย’ ในด้านการบินและอวกาศ เพื่อนำไปสู่การร่าง หรือแก้ไขกฎหมายเพื่อกำกับดูแลกิจการการบินและอวกาศของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเอื้อต่อการพัฒนาภายใต้นวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืนพลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. บอกว่า เรื่อง “นิตินโยบายการบินและอวกาศ” นับเป็นเรื่องที่มีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เพราะป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนทั้งทางด้านกฎหมายและเทคโนโลยี โดยเฉพาะในด้านอวกาศ เพราะนอกจากเป็นการบริหารจัดการในพื้นที่ที่เป็นสากล ‘ไม่มีพรมแดน’ แล้ว ยังต้องมีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวดเร็วกว่ากฎหมายที่จะไล่ตามทัน“ที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้ ได้เคยเกิดขึ้นในกิจการสื่อสารมาแล้ว เช่น ในอดีตจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ส่งผลให้ประชาชนสามารถดูหนังฟังเพลงบนโทรศัพท์มือถือได้ ทำให้เกิด “การหลอมรวม” หรือ Convergence ระหว่างกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยที่ไม่ได้ปรับปรุงกฎหมายหรือกฎระเบียบให้สอดคล้องครบถ้วน ทำให้เส้นที่เคยแบ่งกิจการทั้ง 3 อาจคลุมเครือไม่ชัดเจน ส่งผลให้รัฐ หรือ กสทช. ไม่สามารถกำกับดูแลเนื้อหาที่เกิดจากการข้ามกิจการไปสู่โทรคมนาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของรัฐ เป็นอย่างยิ่ง”พลอากาศโท ธนพันธุ์ บอกอีกว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีบรอดแบนด์ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเกิดเป็นคลื่นลูกใหม่ ที่ไม่ใช่ทำให้เกิดการหลอมรวมเฉพาะภาคพื้นดินเท่านั้น แต่จะทำให้เกิดการหลอมรวมระหว่างกิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศ จนทำให้เส้นที่เคยแบ่งระหว่างกิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศอาจคลุมเครือเช่นกัน เห็นได้จากปัจจุบัน ดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ ลีโอ (LEO) ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ขอบบริษัทเทค จากต่างประเทศ เช่น Starlink , OneWeb หรือ Kuiper เริ่มเข้าสู่ตลาด ขยายการให้บริการไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกแล้วนั้น จัดว่าเป็นทั้ง “กิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศ”ขณะเดียวกัน ในอนาคตอันใกล้ ได้มีการพัฒนาดาวเทียมเพื่อรองรับการเป็น data center บนอวกาศที่สามารถประหยัดพลังงาน โดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ เนื่องจากบนอวกาศอุณหภูมิหนาวเย็นเหมาะสม รวมทั้งใช้ solar cell เป็นพลังงานได้เป็นอย่างดี ทำให้ในอนาคต นักลงทุนอาจไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจัดตั้ง data center จากประเทศใด เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ของมวลมนุษยชาติที่ไร้พรมแดน หรือไม่?และในอนาคต หาก กสทช. ต้องการกำกับดูแลและจำเป็นต้องออกประกาศหลักเกณฑ์ “Landing Right สิทธิการใช้ Data Center” ซึ่งในแง่ของกฎหมายจะกระทำได้หรือไม่? มีฐานกฎหมายใดรองรับ? เนื่องจากในปี 2562 ต้องทำการแก้ไข พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ก่อน เพื่อให้ กสทช. มีอำนาจในการออกประกาศ “Landing Right สิทธิในการเข้าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ” หลักจากนั้น กสทช. จึงสามารถออกประกาศฯ ดังกล่าว เพื่ออนุญาตและกำกับดูแลได้สิ่งที่กล่าวว่ายังไม่นับรวมเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อโดยตรงในลักษณะไอโอที (IoT) ไปยังรถยนต์ ซึ่งเรื่องนี้ทาง บริษัท Tesla ได้จดสิทธิบัตร ที่ได้พัฒนาหลังคารถยนต์ให้เป็นจานรับสัญญาณ (Dish Terminal) เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากดาวเทียม Starlink ได้ซึ่งในเรื่องนี้บริษัทรถยนต์จีน BYD ก็ได้ร่วมมือกับบริษัทดาวเทียมจีนที่ไม่ใช่เพียงแค่เชื่อมสัญญาณดาวเทียม BeiDou ที่เป็นระบบนำทาง GPS เท่านั้น แต่ในอนาคตจะเชื่อมต่อ 5G NTN (Non-Terrestrial Network) เพื่อให้รถยนต์สามารถใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมทั้งได้ร่วมมือกับบริษัท Huawei ในการพัฒนาระบบ self-driving car อย่างเต็มรูปแบบในอนาคตเทคโนโลยด้านโทรคมนาคม การบินและอวกาศ ที่ก้าวหน้าไม่หยุด จึงมีประเด็นคำถามต่อ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2498 ที่สำนักงาน กสทช. ยังคงใช้ในการกำกับดูแลอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นความถี่ต่าง ๆ สามารถบังคับใช้หลังคารถยนต์ในอนาคตนี้ได้อยู่หรือไม่ อย่างไร?พลอากาศโท ธนพันธุ์ บอกต่อว่า ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ทางสำนักงาน กสทช. ได้ทำการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการออกประกาศ กสทช. เพื่อรองรับการกำกับดูแลภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติฯ ที่ยังไม่มีการปรับปรุง แต่ก็ยอมรับว่า ยังมีความคลุมเครือและมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่หน่วยงานอื่นเป็นผู้กกำกับดูแล ก็คงต้องบูรณาการร่วมมือกันต่อไปสุดท้ายแล้วหากเกิดการหลอมรวม ที่ส่งผลให้กิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศ คลุมเครือ ไม่ชัดเจน โดยยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายทั้งระดับหลักและรองให้รองรับ โดยส่วนตัวมีความห่วงใย ที่จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถกำกัดดูแลกิจการสื่อสารโทรคมนาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ ย่อมมุ่งสู่พื้นที่ ‘ที่ไร้พรมแดน’ และ ‘ปราศจากการกำกับดูแล’ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน ยิ่งกว่ากรณี OTT ที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมโดยไม่ยอมให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบในปัจจุบันดังนั้นในวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องร่วมกันกำหนด ‘นิตินโยบาย’ ที่เป็นเสมือนเข็มทิศในการนำไปสู่การสร้างมาตรฐานที่สอดคล้องกับสากลและเอื้อต่อการพัฒนาภายใต้นวัตกรรมของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน.Cyber Daily


Posted

in

by

Tags: