“บิ๊กโจ๊ก” อ่วม! พยานสำคัญโผล่อีกราย แฉจ่ายส่วย “บิ๊ก ป.ป.ช.” เดือนละแสน

พยานปากสำคัญโผล่อีกราย ให้ปากคำตำรวจ มัด “บิ๊กโจ๊ก” แฉยับรวมหัวเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทำกันเป็นขบวนการ จัดฉากแต่งบัญชีชี้แจงทรัพย์สินเท็จ จ่ายส่วยเดือนละแสนดูแลบิ๊ก ป.ป.ช.จากกรณี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ พวก รวม 6 คน ที่ติดสินบนวิ่งเต้น กรรมการ ป.ป.ช. ให้ช่วยเหลือคดีพัวพันเว็บพนันออนไลน์ ที่อยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. ด้วยทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท ตามที่เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้นเมื่อวันที่ 8 ม.ค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 คน ในคดีดังกล่าว ขณะนี้มีการแจ้งข้อหา ไปแล้วเพียง 2 คน คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และนายสมบัติ ส่วนบุคคลคนอื่นที่เหลือมีการสอบปากคำไปเบื้องต้นแล้ว เช่น นายสุรสิทธิ์ ที่มีการสอบปากคำไปเบื้องต้นและอยู่ระหว่างการรวบรวมว่าจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ ส่วนคนที่เหลือตำรวจได้เรียกให้เข้ามาพบ แต่ก็ยังไม่มีใครเข้ามา ทั้งนายสรพงษ์ นายสุรสิทธิ์ ส่วนนายสามารถ ทราบว่า ยังอยู่ต่างประเทศ ขณะที่ กรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ออกหมายเรียก เพราะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันยังได้มีการเรียกพยานบุคคลปากสำคัญเพิ่มเติมอีกหลายปาก ซึ่งคำให้การของพยานเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนกรณีที่ปรากฏข้อมูลในคลิปเสียงลับที่มีการพูดพาดพิงในลักษณะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้เงินรายเดือนดูแล ป.ป.ช. เดือนละ 1 แสนบาท นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และ เก็บรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เบื้องต้นพอมีพยานหลักฐานเรื่องนี้บ้างแล้ว แต่ต้องขอเวลาตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงให้แน่ชัดก่อน ทั้งนี้หากพบหลักฐานว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จำเป็นต้องแยกเรื่องดังกล่าวออกมาเป็นอีกหนึ่งคดี เนื่องจากเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระนอกจากนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ต้องส่งสำนวนให้กับ ป.ป.ช. ไปก่อนหน้านี้ เพราะจะได้ทราบแนวทางทางกฎหมายของ ป.ป.ช. ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ถ้าสำนวนกลับมาที่ตำรวจ ก็จะต้องพิจารณาอีกทีว่าตัวละครคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่เหลือ จะกันไว้เป็นพยานหรือดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนวันนี้ยังไม่มีใครประสานเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังสืบสวนสอบสวนตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับคดีสินบนทองคำแท่งดังกล่าว ยังได้สืบพบพยานหลักฐานสำคัญซึ่งเป็นหลักฐานใหม่ ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนคดี “ร่ำรวยผิดปกติ แจงทรัพย์สินเท็จ” ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ขึ้นมาดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติมใหม่อีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้สำนวนคดีดังกล่าวถูกดองเก็บไว้อยู่ในความดูแลของ ป.ป.ช. ภายใต้การควบคุมของ กรรมการ ป.ป.ช. นานหลายปี แต่กลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรโดยเหตุผลหลักที่ทำให้คดีดังกล่าวกลับมาอยู่ในความสนใจของเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวให้ความสนใจเร่งดำเนินการตรวจสอบ เป็นผลมาจากการเข้าให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ของพยานรายใหม่อีกราย เมื่อวาน (7 ม.ค.) ที่ผ่านมาโดยการปรากฏตัวของพยานคนดังกล่าว ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งคำให้การของพยานคนนี้ ยืนยันว่า ตนเองได้ถูก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ใช้ให้คอยติดต่อประสานกับ นายสมบัติ อนุกรรมการ ป.ป.ช. และ นายสมภพ เซียนพระชื่อดัง ในการจัดทำเอกสารชี้แจงที่ไปที่มาทรัพย์สินอันเป็นเท็จเพื่อแสดงต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับแหล่งที่ไปที่มาของเงินที่นำไปซื้ออาวุธปืนจำนวนรวมกว่าร้อยกระบอกมาครอบครองทั้งนี้คำให้การของพยาน สอดคล้องกับแนวทางสืบสวนที่ชุดคลี่คลายคดีสืบพบว่า การจัดทำเอกสารชี้แจงทรัพย์เท็จของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดังกล่าว มีการทำกันเป็นขบวนการ โดยเริ่มจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งให้ลูกน้องนำข้อมูลทรัพย์สินอาวุธปืนที่มีอยู่ทั้งหมดไปมอบให้กับ นายสมบัติ และ นายสรพงษ์ ที่บ้านพักของนายสรพงษ์ เพื่อที่ นายสมบัติ และ นายสรพงษ์ จะได้นำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการหารือวางแนวทางการแต่งบัญชี เพื่อปกปิดช่องโหว่หรือข้อสงสัยต่างๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบอีกทั้งยังพบว่าในระหว่างที่มีการดำเนินการจัดทำเอกสารชี้แจงนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้ให้ลูกน้องจัดซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้กับ นายสมบัติ จำนวน 1 เครื่อง เพื่อใช้สำหรับติดต่อพูดคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งหลังจาก นายสมบัติ รับโทรศัพท์เครื่องนี้ไปก็มีการสร้างแอคเคานท์บัญชีไลน์อวตารใหม่ขึ้นมา โดยใช้ชื่อบัญชี ว่า “ทัตเทพ” เพื่อปกปิดตัวตน และ ยากต่อการตรวจสอบ หากเรื่องดังกล่าวถูกเปิดโปงขึ้นมาอย่างไรก็ตามภายหลังการหารือ ทั้งนายสมบัติ และ นายสรพงษ์ มีความเห็นตรงกันว่าจำเป็นจะต้องจัดทำข้อมูลเท็จเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้ซื้อปืนขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่ โดยมีการเสนอแนะให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทำนิติกรรมอำพรางขึ้นมาเพื่อนำไปใช้อ้างถึงที่มาของเงินในการซื้อปืน ว่า มาจากเงินรายได้ค่าส่วนแบ่งนายหน้าซื้อขายพระเครื่องหลังได้แนวทางการสร้างหลักฐานเท็จดังกล่าวขึ้นมา ทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้ติดต่อไปยัง นายสมภพ เซียนพระชื่อดัง ให้ดำเนินการกุเรื่องซื้อขายพระต่างๆ ขึ้นมา ก่อนจะมีการแอบอ้างว่ามีการซื้อขายพระเครื่องกับ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และ เซียนพระต่างๆ จนเป็นแหล่งที่มาของเงิน จากนั้นก็จะนำยอดเงินดังกล่าวไปยื่นขอชำระภาษีย้อนหลัง 5-6 ปี ทั้งนี้การทำนิติกรรมอำพรางซื้อขายพระเครื่องแต่ละครั้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ พวก จะพยายามทำให้ยอดเงินค่านายหน้าซื้อขายพระสัมพันธ์กันกับยอดเงินซื้อปืนพร้อมกันนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้ให้ลูกน้องนำเงินสดจำนวนมากจากบ้านของตนเอง ไปส่งมอบให้กับ นายสมภพ ที่บ้านพัก เพื่อจัดฉากถ่ายรูปสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะขนเงินสดกลับไปเก็บไว้ที่บ้านพักตามเดิมในวันเดียวกันขณะที่ในส่วนของขั้นตอนการทำเอกสารชี้แจงเท็จ นายสมบัติ จะให้ นายจัตุรงค์ พนักงานไต่สวน ป.ป.ช. คอยร่างเอกสารขึ้นมา ก่อนส่งมาให้ตัวเองตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนจะส่งให้กับเจ้าหน้าที่หญิงของ ป.ป.ช. รายหนึ่ง อักษรย่อ "อ." ที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบทรัพย์สิน ตรวจสอบคำชี้แจงดังกล่าว หากคำชี้แจงดังกล่าวยังมีข้อบกพร่อง ก็จะมีการแจ้งเตือนกลับมานอกจากนี้เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวยังพบความเชื่อมโยงเส้นทางการเงินระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ ว่ามีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ซึ่งกัน อาทิ การช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการจัดหาคิวฉีดวัคซีนป้องกันโควิด การจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด รวมถึงยังพบว่า ในช่วงห้วงเวลาเดียวกัน คนใกล้ชิด หรือ ภรรยา ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ บางราย ยังได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำรวจ ผ่านหลักสูตร กอศ. เมื่อปี 2566 อีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ภรรยา หรือ คนใกล้ชิด ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กลุ่มนี้ ผ่านการคัดเลือกเข้ารับราชการถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่.


Posted

in

by

Tags: