ผลวิเคราะห์ DNA ใหม่ชี้ผู้หญิงแห่งบีชขีเฮด ม่ใช่ชาวแอฟริกัน แต่เป็นชาวอังกฤษท้องถิ่นยุคโรมัน

ผลวิเคราะห์ DNA ใหม่พลิกประวัติศาสตร์ผู้หญิงแห่งบีชขีเฮด ยืนยันไม่ใช่ชาวแอฟริกัน แต่เป็นชาวอังกฤษท้องถิ่นยุคโรมันปริศนาทางโบราณคดีที่ถกเถียงกันมากว่าทศวรรษเกี่ยวกับโครงกระดูกหญิงยุคโรมันซึ่งถูกเรียกว่า ผู้หญิงแห่งบีชขีเฮด (Beachy Head Woman) ได้รับคำตอบที่ชัดเจนมากขึ้น หลังงานวิจัยทางพันธุกรรมล่าสุดยืนยันว่า เธอไม่ได้มีเชื้อสายจากแอฟริกาหรือเมดิเตอร์เรเนียนตามสมมติฐานเดิม หากแต่เป็นหญิงชาวอังกฤษท้องถิ่นที่อาศัยอยู่บนเกาะบริเตนในช่วงที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแก้ไขความเข้าใจผิดในอดีต แต่ยังสะท้อนพัฒนาการของวิทยาศาสตร์ DNA โบราณที่สามารถทบทวนและแก้ไขได้อย่างเป็นระบบก่อนหน้านี้โครงกระดูกของสตรีบีชขีเฮดถูกค้นพบอีกครั้งในปี 2012 ภายในกล่องเก็บของเก่าในห้องใต้ดินของศาลาว่าการเมืองอีสต์บอร์น (Eastbourne Town Hall) โดยมีบันทึกกำกับว่าถูกขุดพบใกล้แหลมบีชขีเฮด ทางตอนใต้ของอังกฤษ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950ต่อมาในปี 2013 งานศึกษาลักษณะกะโหลกศีรษะด้วยวิธีมานุษยวิทยากายภาพแบบดั้งเดิม ชี้ว่าเธออาจมีเชื้อสายจากแอฟริกาซับซาฮารา ทำให้ร่างนี้ถูกนำเสนอในสื่อในฐานะหลักฐานของชาวอังกฤษผิวดำคนแรกในยุคโรมัน อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ DNA เบื้องต้นในปี 2017 ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพตัวอย่าง ได้เสนอทางเลือกใหม่ว่าเธออาจมาจากภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนหรือไซปรัส ทำให้ตัวตนของเธอยังคงเป็นข้อถกเถียงต่อเนื่องคำตอบสุดท้ายมาจากการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Archaeological Science ซึ่งใช้เทคโนโลยีการถอดรหัสลำดับพันธุกรรมขั้นสูงจากกระดูกโบราณ ทีมวิจัยนำโดย ดร.วิลเลียม มาร์ช (Dr. William Marsh) จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) ในกรุงลอนดอน ระบุว่า DNA ของสตรีบีชขีเฮดมีความใกล้เคียงสูงกับประชากรท้องถิ่นของเกาะอังกฤษในยุคโรมัน และไม่พบสัญญาณทางพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับแอฟริกาหรือเมดิเตอร์เรเนียนโดยผลการหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon dating) ชี้ว่าเธอมีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ ค.ศ. 129-311 เสียชีวิตเมื่ออายุราว 18-25 ปี มีความสูงประมาณ 1.5 เมตร การวิเคราะห์ DNA ยังบ่งชี้ว่าเธอมีผิวขาว ผมสีอ่อน และดวงตาสีฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับภาพจำลองใบหน้าดิจิทัลที่สร้างขึ้นใหม่ นอกจากนี้ การตรวจสอบโครงกระดูกพบร่องรอยบาดแผลรุนแรงบริเวณขาที่หายสนิทแล้ว และการวิเคราะห์ไอโซโทปในกระดูกชี้ว่าเธอบริโภคอาหารทะเลเป็นประจำ สะท้อนวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งในยุคนั้นดร.เซลินา เบรซ (Dr. Selina Brace) ผู้เชี่ยวชาญด้าน DNA โบราณ อธิบายว่า กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่วิทยาศาสตร์พัฒนาและทบทวนข้อสรุปเดิมเมื่อมีข้อมูลและเทคโนโลยีที่ดีกว่า ขณะที่ โธมัส บูธ (Thomas Booth) นักชีวโบราณคดีจากสถาบัน Francis Crick ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัย ระบุว่า ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นข้อจำกัดของการวิเคราะห์กะโหลกศีรษะแบบดั้งเดิมที่อาจนำไปสู่การตีความเกินจริงการค้นพบครั้งนี้จึงไม่เพียงแก้ไขเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสตรีบีชขีเฮดเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายและชีวิตของผู้คนในยุคโรมันบริเตนผ่านหลักฐานทางพันธุกรรมที่แม่นยำยิ่งขึ้นข่าวที่เกี่ยวข้องนักวิทยาศาสตร์พบฟันแมมมอธโบราณเผยร่องรอย DNA ของแบคทีเรียโบราณ เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบการศึกษา DNA ของหญิงชราวัย 117 ปี เผยเบาะแสสู่ความลับของอายุยืนงานวิจัยชี้การบินอวกาศมีส่วนเร่งการแก่ของเซลล์ต้นกำเนิดในร่างกายนักบินอวกาศเลื่อนปล่อยภารกิจ Ax-4 หลังพบการรั่วของออกซิเจนเหลว (LOx) ขณะตรวจสอบระบบเปิดตัว visionOS 26 พร้อมฟีเจอร์ใหม่ยกระดับ Apple Vision Pro


Posted

in

by

Tags: