วิกฤตทุเรียนมาเลเซีย ราคาดิ่งกว่า 90% หลังผลผลิตล้นตลาดและถูกจีนตีกลับเพราะไม่ผ่านมาตรฐาน วิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทุเรียนอาเซียน และโอกาสของไทยในการย้ำจุดแข็งด้านคุณภาพและมาตรฐานส่งออกวิกฤต "ทุเรียนมาเลเซีย" จีนตีกลับ-ราคาดิ่ง สัญญาณเตือนไทย คุณภาพ คือ คำตอบที่ยั่งยืน!หากพูดถึง "มูซังคิง" หลายคนคงนึกถึงทุเรียนพรีเมียมของมาเลเซียที่เคยมีราคาสูงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาเลเซียกำลังเผชิญวิกฤตราคาทุเรียนครั้งใหญ่ ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ขณะที่ทุเรียนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจส่งออกกลับถูกประเทศปลายทางตีกลับ เพราะไม่ผ่านมาตรฐานคุณภาพ ส่งผลให้ราคาทุเรียนร่วงลงอย่างหนักแม้แต่มูซังคิง ซึ่งเคยขายได้ราว 90 ริงกิต หรือประมาณ 730 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ราคาลดลงเหลือเพียง 6-9 ริงกิต หรือประมาณ 49-73 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงมากกว่า 90%ส่วนทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านยิ่งได้รับผลกระทบหนักกว่า หลายพื้นที่ขายได้ในราคาต่ำกว่า 1 ริงกิตต่อลูก หรือเพียงประมาณ 4 บาท ขณะที่บางสายพันธุ์มีราคาเพียง 2 ริงกิต หรือไม่ถึง 20 บาทต่อลูกนี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ แต่เป็นวิกฤตของทั้งอุตสาหกรรมทุเรียนมาเลเซีย และเป็นสัญญาณที่ประเทศไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิดผลผลิตล้นตลาด ส่งออกสะดุด จุดเริ่มต้นของวิกฤตองค์การตลาดสินค้าเกษตรแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย (FAMA) ระบุว่า ปีนี้ผลผลิตทุเรียนออกมาพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกหลัก ได้แก่ ปีนัง เประ ยะโฮร์ และมะละกาเมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การส่งออกไม่สามารถระบายสินค้าได้ทัน ปัญหาจึงเกิดขึ้นทันทีสาเหตุสำคัญคือ สวนทุเรียนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มให้ผลผลิต และมีการเร่งส่งออกไปต่างประเทศ แต่ทุเรียนหลายล็อตกลับไม่ผ่านข้อกำหนดด้านคุณภาพและมาตรฐานสุขอนามัยของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะจีนและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของมาเลเซียเมื่อสินค้าถูกตีกลับ ปริมาณทุเรียนทั้งหมดจึงย้อนกลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ทำให้อุปทานล้นตลาดในเวลาอันรวดเร็ว และกดดันให้ราคาปรับลดลงอย่างหนักขายขาดทุน ดีกว่าปล่อยให้เน่าเสียทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น เมื่อสุกเกินระยะเวลาที่เหมาะสม มูลค่าจะลดลงอย่างรวดเร็วผู้ค้าหลายรายจึงไม่มีทางเลือก นอกจากเร่งระบายสินค้า แม้จะต้องขายต่ำกว่าทุนร้านค้าหลายแห่งจัดโปรโมชั่นในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งการขายแบบเหมาตะกร้า เหมายกกระสอบ หรือขายเหมาราคา โดยไม่เน้นขายเป็นลูกหรือเป็นกิโลกรัมเหมือนที่ผ่านมา เพราะการขายขาดทุนยังดีกว่าปล่อยให้ผลผลิตเสียหายทั้งหมดขณะเดียวกัน รัฐบาลมาเลเซียต้องเร่งออกมาตรการพยุงตลาด โดย FAMA ประกาศรับซื้อทุเรียนจำนวน 1,000 ตันเข้าสู่ระบบบริหารจัดการของรัฐ พร้อมขยายจุดรับซื้อและจุดจำหน่ายชั่วคราวทั่วประเทศนอกจากนี้ ยังเร่งนำผลผลิตส่วนเกินเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เช่น ทุเรียนกวน รวมถึงใช้ห้องเย็นกว่า 142 แห่ง เพื่อชะลอการระบายผลผลิตและลดแรงกดดันด้านราคาเมื่อจีนสะดุด มาเลเซียต้องเร่งหาตลาดใหม่เมื่อตลาดจีนเกิดปัญหา มาเลเซียจึงต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นรัฐบาลตั้งเป้าส่งออกทุเรียนให้ได้ 50,000 ตันภายในปีนี้ พร้อมเดินหน้าขยายตลาดไปยังแคนาดา สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และมัลดีฟส์นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายมูซังคิงในสิงคโปร์ ควบคู่กับการยกระดับระบบตรวจสอบคุณภาพ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในต่างประเทศเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดทุเรียนอาเซียนกำลังแข่งขันกันเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่ส่งออกทุเรียนไปจีน แต่หลายประเทศกำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งมีผลผลิตมากกว่า 550,000 ตันต่อปี และเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดทุเรียนพรีเมียม โดยเฉพาะมูซังคิงวิกฤตของมาเลเซีย อาจเป็นโอกาสของไทยแม้วิกฤตครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมาเลเซียอย่างหนัก แต่สำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มองว่า ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ตอกย้ำจุดแข็งด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะในตลาดจีน ซึ่งยังคงเป็นผู้นำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของโลกบทเรียนสำคัญคือ การแข่งขันในอนาคตไม่ได้อยู่ที่การปลูกได้มากที่สุด หรือส่งออกได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การรักษามาตรฐานให้ผ่านข้อกำหนดของประเทศปลายทางอย่างสม่ำเสมอปัจจุบัน ตลาดจีนให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานสุขอนามัยพืชมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาหากไทยยังสามารถรักษาความเชื่อมั่นในเรื่องเหล่านี้ไว้ได้ ก็มีโอกาสรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมขยายส่วนแบ่งตลาดในระยะยาวไม่ใช่แค่ผลสด แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนี้ คือ การพึ่งพาการขายผลสดเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูงการแปรรูป เช่น ทุเรียนฟรีซดราย ทุเรียนอบกรอบ ทุเรียนกวน หรือผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ จะช่วยยืดอายุสินค้า ลดความผันผวนของราคา และเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตได้มากขึ้นนอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพในการส่งออกองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นระบบ Smart Farming ระบบบริหารจัดการสวน เครื่องคัดแยกคุณภาพ หรือเครื่องจักรแปรรูปอาหาร ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจ หากประเทศเพื่อนบ้านต้องการยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดโลกคุณภาพ คือแต้มต่อที่สำคัญที่สุดวิกฤตราคาทุเรียนในมาเลเซียคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกทุเรียนอย่างไทยแต่เหตุการณ์ครั้งนี้กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้วัดกันที่ปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจ คือ การรักษาคุณภาพ มาตรฐาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และไทยต้องไม่ประมาท และไม่ลืมที่จะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโลกด้วย "คุณภาพ" ที่ยั่งยืนข่าวที่เกี่ยวข้องวิกฤต "ทุเรียน" มาเลเซีย จีนตีกลับพุ่ง ราคาร่วง เหลือลูกละ 20 บาท“สีจิ้นผิง” พร้อมร่วมมือ “คิม จอง-อึน” ดันสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-จีน ให้มั่นคงและยั่งยืนวิ่งตามให้ทัน! จีนลุยแก้กฎหมาย "อีคอมเมิร์ซ" คุมเข้มเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ ดีมานด์ทองคำในอินเดียซบเซา สวนทางจีนแรงซื้อกระเตื้อง
ฝันร้ายกลายเป็นจริง! “ทุเรียน” มาเลเซีย โดนตีกลับ-ล้นประเทศ บทเรียนที่ไทยต้องรู้
by
Tags: