พระราชประวัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เจ้าหญิงนักกฎหมาย ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระปรีชาสามารถ

พระราชประวัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เจ้าหญิงนักกฎหมาย ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระปรีชาสามารถสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทั้งทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และยังเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงพระองค์ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชาต่างพระมารดา คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษ และได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นเสนาธิการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ด้านการศึกษาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงจบการศึกษาระดับอนุบาล ประถมและมัธยมต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษ และโรงเรียนจิตรลดา ระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง และยังทรงศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากนั้นในปี 2547 ทรงสำเร็จการศึกษา เนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา พร้อมทั้งทรงศึกษาต่อ Master of Laws (LL.M.) ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 3 ปี โดยในช่วงเวลาดังกล่าว พระองค์ทรงทุ่มเทพระวิริยะอุตสาหะในการค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย และรวบรวมข้อมูลต่างๆ ด้านกฎหมาย เพื่อนำมาประกอบการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “สู่ความยุติธรรมอย่างเสมอภาค : การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและจำเลยในกระบวนยุติธรรมทางอาญาของไทย โดยศึกษาเปรียบเทียบกับระบบของประเทศฝรั่งเศส และประเทศสหรัฐอเมริกา” และในระหว่างที่ทรงศึกษาปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเอง พระองค์ยังทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตที่ประเทศไทยควบคู่กันได้ ด้วยพระอัจฉริยภาพและผลแห่งความพากเพียร ทำให้ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา และทรงเป็นเนติบัณฑิตไทย พร้อมกันในปี 2548 ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ แทนพระองค์ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประจำปีการศึกษา 2552 ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี เฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 13 สิงหาคม 2553ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการและทูต สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ทรงเริ่มรับราชการและได้รับแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งต่างๆ โดยลำดับ คือ พ.ศ. 2543 ทรงรับราชการตำแหน่งนายทหารพระธรรมนูญ ระดับร้อยเอก หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย กองบัญชาการทหารสูงสุด ต่อมา พ.ศ.2549 ทรงรับราชการดำแหน่งเลขานุการเอก คณะผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากนั้น ทรงเริ่มรับราชการในสายงานอัยการเมื่อ พ.ศ.2550 ทรงรับราชการตำแหน่งอัยการผู้ช่วยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ, อัยการประจำกอง สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 3, อัยการประจำกอง สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดียาเสพติด 1, อัยการจังหวัดผู้ช่วย จังหวัดอุดรธานี ต่อมา พ.ศ.2552 รองอัยการจังหวัดอุดรธานี สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี, พ.ศ.2553 รองอัยการจังหวัดพัทยา สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา. พ.ศ.2554 รองอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู ทรงเจริญก้าวหน้าโดยลำดับ จนทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ.2554 ต่อมาในช่วงปลายปี 2554 ได้ทรงย้ายไปรับราชการในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ในดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย และในช่วง พ.ศ.2555-2557 ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย แล้วจึงทรงย้ายโอนกลับไปทรงรับราชการ ณ สำนักงานอัยการสูงสุดในตำแหน่งอัยการ จ.หนองบัวลำภู แล้วจึงได้รับแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด (ข้าราชการอัยการชั้น 4) ทรงปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานคดียาเสพติด ต่อมาใน พ.ศ.2560 ทรงได้รับแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดระยอง ก่อนทรงกลับมารับตำแหน่งอัยการจังหวัด สู่อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด พระกรณียกิจสำคัญ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสาธารณกุศลผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ด้านกฎหมายเมื่อปี พ.ศ.2549 ทรงดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด และในปี พ.ศ. 2560 ทรงดำรงตำแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญ (ข้าราชการอัยการชั้น 5) สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด ทั้งยังทรงเป็นอาจารย์พิเศษ หลักสูตรปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย ยังทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เสด็จเยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง ช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ ตลอดจนทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ "Enhancing Life for Female Inmates: ELFI" ด้านมูลนิธิ/องค์กรในพระอุปถัมภ์ ประกอบด้วย-มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า -มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา -เครือข่ายคนรักน้องหมา -กองทุนกำลังใจ -ศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ) อีกทั้ง การพระราชทานทุนการศึกษาสำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อปริญญามหาบัณฑิตด้านกฎหมาย ณ Cornell Law School มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทรงจัดตั้ง “ทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย” ซึ่งรับสมัครเพื่อคัดเลือกจากผู้ที่จบปริญญาบัณฑิตด้านกฎหมาย และสอบไล่ได้เนติบัณฑิตของเนติบัณฑิตยสภาตามเงื่อนไขที่ทุนดังกล่าวกำหนดไว้ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาได้นำความรู้มาแก้ไขปัญหาของประเทศ ที่ต้องอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือพระอิสริยยศ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 – 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 – 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 – ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาตำแหน่งในสายงานด้านกฎหมายและกองทัพ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลโทหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) และพระราชทานพระยศเป็น พลเอกหญิง กระทั่งวันที่ 20 สิงหาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ (อัตรา พลเอก) ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเอกพิเศษ) รางวัลและพระเกียรติยศพิเศษ ด้วยพระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม หลายองค์กรต่าง ๆ จึงได้ถวายรางวัล ได้แก่ พ.ศ.2544 คณะกรรมการกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่น, พ.ศ.2552 กองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี (UNIFEM) สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กราบทูลเชิญให้ทรงดำรงตำแหน่ง “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีด้านหลักนิติธรรม ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ.2552 สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ถวายเหรีญยรางวัลเกียรติยศ Medal of Recognition ในฐานะที่ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติ พ.ศ.2552 สมาคมราชทัณฑ์และเรือนจำระหว่างประเทศ ถวายรางวัล President’s Award พ.ศ.2552 กองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี (UNIFEM) ถวายรางวัล UNIFEM Award พ.ศ.2560 สำนักงาน UNODC กราบทูลเชิญให้ทรงดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง สถาบันการศึกษาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติทางวิชาการ


Posted

in

by

Tags: