มองบิ๊กดีล“อไรซ์” ซื้อหุ้น “ทรู” ธุรกิจสื่อสารไทยไปทางไหน?

ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ของกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป โดย ซึ่งเป็นบริษัทที่ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ก่อตั้งถือเป็นอีกหนึ่งข่าวใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ของกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป โดย ซึ่งเป็นบริษัทที่ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ก่อตั้งและถือหุ้นเองประกาศการลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เข้าซื้อหุ้นทรู จำนวน 24.95% จาก Telenor Thailand Investment Pte. Ltd หรือ เทเลนอร์ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ในขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงในสัญญา สำหรับหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% มูลค่า ประมาณ 2.19 หมื่นล้านบาท ของ เทเลนอร์ นั้น อไรซ์ สามารถใช้สิทธิซื้อขายได้ในอีก 2 ปี จากนี้ทั้งนี้คาดว่า “บิ๊กดีล” นี้ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1-2 เดือนหลังการประกาศการเดินเกมของ กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ภายใต้การนำของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ที่ลงจากตำแหน่งในเครือซีพี เพื่อมาบริหาร กลุ่มอไรซ์ ฯ เต็มตัว มุ่งสู่ ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ ศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โดยมีเป้าหมายในการยกระดับการเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรม และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างกว้างขวางทั่วทั้งภูมิภาคและการถอนตัวจากตลาดไทย ของ “เทเลนอร์” จะส่งผลต่อตลาดโทรคมนาคมของไทย และ การแข่งขันของ อุตสาหกรรม โทรคมนาคมของไทย จะไปทางไหน? วันนี้ “เดลินิวส์” จะพาไปหาคำตอบจาก “สืบศักดิ์ สืบภักดี” นักวิชาการ ด้านโทรคมนาคม“สืบศักดิ์ สืบภักดี” บอกว่า ดีลนี้ มองว่า เป็นการปรับโครงสร้าง หรือ ปรับพอร์ตภายใน ไม่ได้เป็นการขายให้คู่แข่งรายอื่น หรือว่ามีผู้ลงทุนรายใหม่ เพราะ คุณศุภชัย ก็เป็นคนบริหารทรูมานานตั้งแต่เป็น ทีเอ ออเร้นจ์ (TA Orange) เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง เทเลคอมเอเชีย (เครือ ซีพี) และกลุ่มออเร้นจ์จากฝรั่งเศส ที่เปิดตัวในปี 2545 ในฐานะผู้ให้บริการมือถือชูภาพลักษณ์ทันสมัย ต่อมาในปี 2547 กลุ่มออเร้นจ์ถอนทุนออก เทเลคอมเอเชียจึงซื้อหุ้นทั้งหมดและเปลี่ยนชื่อเป็น ทรูมูฟ (True Move) ในปี 2549 ก่อนจะพัฒนาเป็นทรูมูฟ เอช ในปัจจุบันและถ้าตามข่าวมาตลอด จะทราบว่า เทเลนอร์ มียุทธศาสตร์ของบริษัทแม่ก็คือจะถอยออกจากภูมิภาคนี้อยู่แล้ว เมียนมา ก็ถอนไป จากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ก็ถอน คือ มาเลเซีย สำหรับประเทศไทย อาจจะติดเงื่อนไขเรื่องเงื่อนเวลาหลังจากการควบรวม ทรู -ดีแทค ในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อครบ 3 ปี แล้ว จึงเริ่มดำเนินการ“มองว่าปัจจุบันธุรกิจสื่อสาร โทรคมนาคม มีเทรนด์ ที่เน้นจะทำเรื่อง เอไอ ดาต้า เซ็นเตอร์ เพราะมันเป็นธุรกิจแห่งอนาคตของเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคหน้า ซึ่งตอนนี้กลุ่มอไรซ์ ยังไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการ แต่ เท่าที่ดู จากรูปแบบการดำเนินงานของธุรกิจ โมเดลธุรกิจก็จะมีภาคโทรคมนาคม คือ ทรู รวมไปถึงตัว ดาต้า เซ็นเตอร์ เชื่อว่าน่าจะมีธุรกิจดิจิทัลอื่นๆ เช่น ฟินเทต ซึ่งจริงๆ ก็สอดคล้องสอดคล้องกับเรื่องของการปรับตัวของ Telco หรือ บริษัทโทรคมนาคม ที่ต้องการยกระดับขึ้นไปเป็น TechCo หรือ บริษัทด้านเทคโนโลยี”“สืบศักดิ์ สืบภักดี” บอกอีกว่า เมื่อ มองดู Telco รายอื่น ไม่ว่าจะเป็น เอไอเอส ,เอ็นที หรือในต่างประเทศ ก็เป็นเทรนด์อย่างนี้ เพราะ การให้บริการโทรคม เรื่อง วอยซ์ (Voice) หรือ เสียง อาจไม่ได้เป็นรายได้หลักเหมือนในอดีต ต้องหาธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง แบบ Tech Company เช่นโฟกัสไปที่ ดาต้า เซ็นเตอร์ โซลูชั่น และ ฟินเทค ฯลฯ“การใช้ดาต้า หรืออินเทอร์เน็ต ก็ยังคงสำคัญอยู่ เพราะไม่ว่าเราจะพูดถึง คลาว์ด หรือ เอไอ แต่การใช้ดาต้า จะถูกใช้ผ่านบริการสตรีมมิ่ง การดูหนังวีดีโอ ฟังเพลงปัจจุบันล้วนผ่านสตรีมมิ่ง แพลตฟอร์มต่างๆ แต่ ส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศ ไม่ได้จ่ายค่าแบรนด์วิธ แต่ การลงทุนเครือข่าย แบนด์วิธ รองรับเป็นค่ายมือถือ แต่ไม่ได้มีการคิดค่าแบนด์วิธจากแพลตฟอร์ม การใช้งานดาต้ายังเป็นหลักอยู่ แต่เพียงว่าไม่ได้ใช้เพื่อเปิดอินเทอร์เน็ตอย่างเดียวผู้ประกอบการอาจต้องคิดหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ นอกจาก ขายแพจเก็จดาต้าอย่างเดียว เข้าใจว่า ทางอไรซ์ ที่เข้ามาลงทุนในทรู ก็มีความต้องการเพิ่มบริการใหม่ๆแน่นอน จากการทำ ดาต้า เซ็นเตอร์ และ ฟินเทค พวก เวอร์ชวล แบงก์ ก็ได้รับใบอนุญาจแล้ว ฯลฯ”อย่างไรก็ตามการที่ คุณศุภชัย ลงทุนด้วยตนเอง นั้น ทาง คุณศุภชัยเป็นนักลงทุน เป็นนักธุรกิจ เป็นไปไม่ได้ถ้าจะลงทุนเฉพาะเรื่อง เกษตร หรือ อาหาร ซึ่งมองว่า โลกในยุคหน้ามันก็เป็นเรื่องของ เอไอ , ดาต้า , โทรคมนาคม การสื่อสาร เพราะฉะนั้นจริงๆ ในแง่ภาคธุรกิจก็คือ “น่านน้ำมหาสมุทรใหม่” ซึ่งตอนนี้ชัดเจนแล้ว่า จะเป็นธุรกิจแห่งอนาคต“การใช้งาน เอไอ ก็ต้องพึ่งเทคโนโลยีคลาว์ด ซึ่งเท่าที่ทราบ คลาว์ดที่ทางทรูลงทุน ไม่ใช่ คลาว์ดแบบธรรมดา แต่เป็น เอไอ คลาว์ด ให้บริการตัว GPU ซึ่งมันก็คืออนาคตมากๆ หรืออย่างการที่ลงทุนพวก GPU server ในประเทศไทย หรือแม้แต่จะทำตัวคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมโยงกับเรื่องของ LLM ที่เป็น AI ของคนไทย ก็ว่ามันก็เป็นสิ่งที่เขาก็เริ่มมองออกมันคือธุรกิจอนาคต ที่ผ่านมา ธุรกิจโทรคมนาคม คือ เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในอนาคตต้องแปลงตัวเองจากที่เป็น “เสา สาย คลื่น” มาเป็นอินฟราทางด้านดิจิทัล หรือ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ซึ่งคุณศุภชัยโฟกัสชัดเจนว่าอันนี้คือธุรกิจของอนาคต”อย่างไรก็ตามการที่ อไรซ์ เป็นบริษัทของไทย 100% จะสามารถแข่งขันกันยักษ์เทค จากต่างประเทศ ที่เข้ามาตั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นเจ้าของเทคโนโลยี จะสามารถลงสนามแข่งขันได้หรือไม่นั้น?ทางนักวิชาการด้านโทรคมนาคม มองว่า จุดนี้ คือความท้าท้าย จะมองว่าเป็นบวกหรือลบ อาจจะเร็วเกินไป ซึ่งความเป็นจริง ก็ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้หรือว่านักลงทุนในเรื่องนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นนักลงทุนข้ามชาติ ซึ่งการมีต่างชาติขนเงินมาลงทุนในไทย ไม่ว่าจะเป็น AWS, Microsoft หรือใครก็แล้วแต่นั่นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็จะเป็นเรื่องที่ดีกว่าเหมือนกันถ้าจะมีนักลงทุนคนไทยที่กล้าลงทุน คืออย่างน้อย ก็จะเป็นจิ๊กซอว์อันหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนากับประเทศโดยเฉพาะถ้าอนาคตเขาสามารถได้ส่วนแบ่งการตลาด หรือสามารถอยู่ในกลุ่มผู้นำของการแข่งขันกับธุรกิจแบบเดียวกันที่มาจากนักลงทุนต่างชาติ ก็ถือว่าเป็นความสมดุล (balance) อันหนึ่ง ก็ต้องมองแบบยินดีไปเลย เพราะถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่มีของคนไทยเลย เนื่องจากความเป็นจริงก็ต้องใช้เม็ดเงินในการลงทุนสูง บนเทคโนโลยีใหม่ และการแข่งขันก็มีขณะเดียวกันในส่วนของผู้บริโภคนั้น คนไทย จะได้ประโยชน์ อย่างไรบ้างนั้น “สืบศักดิ์ สืบภักดี” มองว่า การที่ต่างชาติมาลงทุนจะช่วย เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี เชื่อว่าคนไทยก็เป็นประเทศหนึ่ง ซึ่งต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ เราก้าวข้ามประเทศต้องรอรับการพัฒนาเทคโนโลยีและเป็น Tier 2, Tier 3 มาแล้ว ตอนนี้เราอยู่ใน Tier 1 อะไรที่เปิดตัวใหม่ เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เกิดในประเทศ ไม่ใช่แค่มาเช่าพื้นที่ ใช้น้ำไฟ แค่นั้น ซึ่งทาง ภาครัฐหรือบีโอไอ ก็พยายามปรับเงื่อนไขเพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์เรื่องเทคโนโลยีดัวยขณะที่การลงทุนของ อไรซ์ และทรู ก็เป็นการลงทุนของคนไทย และก็ต้องถือว่า ตัว ดาต้า เซ็นเตอร์ ที่ลงไปเป็น New Gen เป็น Cloud AI Data Center ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นความท้าทาย ซึ่งการลงทุนขนาดนี้ ลูกค้าคงไม่ได้หมายถึงแค่ในประเทศอยู่แล้ว มันต้องเป็นทั้งระดับภูมิภาคถือเป็นสัญญาณว่า ผู้ประกอบการธุรกิจสื่อสารของไทย ไม่ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม เราเห็นว่าโลกลงทุนอะไร ในประเทศไทยเราก็เริ่มลงทุนสิ่งใหม่ๆ พวกนั้นเหมือนกัน ถือเป็นการลงทุนที่ประเทศไทยขยับขึ้นอีกระดับหนึ่ง!!จิราวัฒน์ จารุพันธ์


Posted

in

by

Tags: