มาฟังเฉลย! ทำไม ‘พระธาตุอินทร์แขวน’ ถึงไม่กลิ้งลงมา หลังแผ่นดินไหว

“อ.เจษฎ์” หรือ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุ “ทำไมพระธาตุอินทร์แขวน ถึงไม่กลิ้งลงมา หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ?”มีคำถามมาจากข่าว (ดูลิงค์ด้านล่าง) เกี่ยวกับ “พระธาตุอินทร์แขวน” 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุด หรือ “เบญจมหาบูชาสถาน” ของประเทศเมียนมา ที่แม้จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่ระดับความแรง 8.2 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา และทำให้ยอดของพระธาตุสั่นไหวไปตามความรุนแรง จนกลายเป็นคลิปไวรัล แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบ !?ซึ่งก็ทำให้หลายต่อหลายคนแปลกใจ ที่หินยักษ์ก้อนนี้ ซึ่งมีน้ำหนักหลายร้อยตัน และมาตั้งอยู่บนริมผา ในลักษณะท้าทายแรงดึงดูดของโลกจนดูเหมือนจะตกมิตกแหล่ กลับไม่มีการเคลื่อนแต่อย่างใดหลังในเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ที่ผ่านมาซึ่งก็คงเป็นเพราะมีหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าก้อนหินพระธาตุอินทร์แขวนนี้ เกิดจากการที่ในอดีต มีก้อนหินเคลื่อนที่หล่นลงมา แล้วติดคาอยู่ริมเพิงผาของยอดเขาพวงลวง โดยมีจุดศูนย์ถ่วงที่สมดุลพอดี ทำให้น้ำหนักไปอยู่บนต้วหน้าผา มากกว่าออกไปทางส่วนที่ยื่นออกไป !?แต่ๆๆ ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้นครับ ! ก้อนหินที่ตั้งอยู่ของพระธาตุอินทร์แขวนนี้ จริง ๆ แล้ว เป็น “หินก้อนเดียวกันกับตัวหน้าผา” นั่นแหละครับ โดบเกิดในทางธรณีวิทยานั้น ก้อนหินที่เห็นตั้งอยู่บนหน้าผา จริงๆ แล้ว เป็นผลจากการที่น้ำ ไปกัดเซาะ (erosion) ชั้นหินแกรนิตที่แตกร้าวในแนวตั้งและแนวนอน ทำให้น้ำไหลไปตามแนวรอยแยกของหิน และกัดเซาะเปลี่ยนแปรรูปร่างของหินอย่างช้าๆ เป็นเวลาอันยาวนาน จนทำให้ก้อนหินดูเป็นรูปกลมเกลี้ยงขึ้น และดูหลอกตา เหมือนกับว่าก้อนหินนี้ถูกยกขึ้นไปวางไว้บนหน้าผา อย่างน่าอัศจรรย์ครับผมเคยโพสต์อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้ว ขอเอามารีโพสต์ด้านล่างนี้นะครับ(รีโพสต์) “พระธาตุอินทร์แขวน เป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาครับ”มีแฟนเพจส่งคำถามว่า “อาจารย์ครับ ผมสงสัยเรื่องการตั้งอยู่ของพระธาตุอินทร์แขวน ที่พม่าครับ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ตามหลักวิทยาศาสตร์ครับ ?”เป็นคำถามที่ดีมากเลย ที่ต้องการคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เชิงความเชื่อหรือตำนาน .. ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์นั้นบอกว่า ก้อนหินก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา (ซึ่งสุดท้ายถูกปรับเปลี่ยนมา จนเป็นสถานที่สักการบูชา) นั้นไม่ใช่เกิดจากการที่มีใครยกไปตั้ง แต่ว่าเป็นผลจากการกัดเซาะของหินทางธรณีวิทยา เท่านั้นเองครับ”พระธาตุอินทร์แขวน” หรือที่คนพม่าเรียกว่า “พระธาตุไจที่โย่” เป็นสถานที่จาริกแสวงบุญของพุทธศาสนิกชน ตั้งอยู่ในรัฐมอญ ประเทศพม่า เป็นพระเจดีย์ขนาดเล็ก สร้างขึ้นบนก้อนหินแกรนิต ที่ปิดด้วยทองคำเปลวโดยผู้ที่นับถือศรัทธาเชื่อกันว่า พระธาตุไจที่โย่เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระโคตมพุทธเจ้า ตั้งอยู่บริเวณหน้าผาสูงชัน บนยอดเขาไจที่โย่ อย่างหมิ่นเหม่ เหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลก โดยไม่ตกลงมาตามตำนานระบุว่า ฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้า และนำมาไว้ในมวยผม ตั้งใจจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของฤๅษี ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยเสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทร และนำมาวางไว้บนภูเขาพระธาตุไจที่โย่ นับเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวพม่า โดยก้อนหินสีทองที่มีการสร้างพระเจดีย์ขนาดเล็กไว้ด้านบนนั้น (ก้อนหินนั้นมีความสูงประมาณ 7.6 เมตร และมีเส้นรอบวงประมาณ 15 เมตร ส่วนพระเจดีย์เหนือหิน มีความสูงประมาณ 7.3 เมตร) ตั้งอยู่บนแท่นหินธรรมชาติ ที่ดูเหมือนเป็นฐานของพระธาตุ ตั้งอยู่บนระนาบที่เอียงและบริเวณที่สัมผัสมีขนาดเล็กมากอย่างไรก็ตาม ในทางธรณีวิทยา อธิบายการเกิดของพระธาตุนี้ว่า เป็นผลจากการกัดเซาะ (erosion) ตามธรรมชาติ ที่ปรากฏขึ้นตามที่ต่างๆทั่วโลก เพียงแต่หาดูได้ยากสักหน่อยสาเหตุนั้น เกิดจากการยกตัวของชั้นหินแกรนิต และเกิดการแตกร้าวขึ้นได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอนหลังจากนั้น น้ำเป็นตัวการในการกัดเซาะ โดยไหลไปตามแนวรอยแยกของหิน และกัดเซาะเปลี่ยนแปรรูปร่างของหินอย่างช้าๆ เป็นเวลาอันยาวนาน จนทำให้ก้อนหินดูเป็นรูปกลมเกลี้ยงขึ้น และดูหลอกตา เหมือนกับว่าก้อนหินนี้ถูกยกขึ้นไปวางไว้บนหน้าผา อย่างน่าอัศจรรย์ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาแบบนี้ อาจจะเรียกว่า เป็น balancing rock หรือหินสมดุล (หรือ balanced rock หรือ precarious boulder) ซึ่งเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ และทำให้เห็นก้อนหินขนาดใหญ่ ไปตั้งอยู่บนก้อนหินก้อนอื่นหรือหน้าผาหินสมดุลนั้น มีทั้งแบบที่เกิดจากการที่หินก้อนใหญ่ ไหลมาตามการเคลื่อนที่อันทรงพลังของ “ธารน้ำแข็ง Glacial” จนทำให้มันย้ายไปอยู่ที่อื่นได้อย่างน่ามหัศจรรย์ และสังเกตได้ว่าจะเป็นหินแร่คนละประเภทกันขณะที่หินสมดุลแบบที่พบที่พระธาตุอินแขวนนั้น จะเป็นผลจากการเกิดการกัดเซาะ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากการกัดเซาะของน้ำ ลม หรือสารเคมีต่างๆ ลงไปบนชั้นหินที่ตำแหน่งนั้นและชื่อ “หินสมดุล” นี้ อาจจะทำให้เข้าใจผิด ว่าหินก้อนหนึ่งไปวางตัวอยู่บนหินอีกก้อนหนึ่ง อย่างสมดุล ไม่ร่วงหล่นลงมา ทั้งที่จริงๆ แล้ว กินทั้งสองยังเชื่อมต่อกันอย่างแน่นหนาที่ฐานของหินข้อมูลจาก https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3046056302091917&id=812375992126637 และhttps://en.m.wikipedia.org/wiki/Balancing_rock และ Jessada Denduangboripant (อาจารย์เจษฎ์).-008


Posted

in

by

Tags: