บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์จํากัด (มหาชน) เป็นกิจการที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สร้างขึ้นจากจุดเริ่มต้นจากกิจการ บริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์ จำกัด ที่ทำธุรกิจขายและติดตั้งคอมพิวเตอร์ให้กับหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)จากนั้น ปี 2532 ตั้ง บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง จำกัด (IBC) เป็นตัวแทนในการยื่นเสนอโครงการเคเบิลทีวี ต่อองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ( อสมท. ) ก่อนที่ปีถัดมา 2533 เปิด บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (AIS) ให้บริการโทรศัพท์มือถือ มือถือจนกลายมาเป็นผู้นำธุรกิจโทรคมนาคมและได้รับฉายา “อัศวินคลื่นลูกที่ 3” ซึ่งเป็นยุคการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมข้อมูลข่าวสาร"กรุงเทพธุรกิจ" สรุปคดีภาษีหุ้นชิน มีจุดเริ่มต้นจากการที่นายทักษิณ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์จํากัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด เมื่อปี 2542 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศในหมู่เกาะ British Virgin มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 50,000 ดอลลาร์ แบ่งเป็นหุ้น 50,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ดอลลาร์ เรียกชําระค่าหุ้นเพียง 1 หุ้น มูลค่า 1 ดอลลาร์สำหรับบริษัทบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด มีนาย เลา วี เตียง (Mr. Lau Hwee Tiang) และนางกาญจนา หงส์เหิน เป็นกรรมการ มีวัตถุประสงค์ในการซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ (Holding Investment Company) ในประเทศไทย โดยโจทก์ เป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว จํานวน 1 หุ้นต่อมาวันที่ 11 มิ.ย.2542 บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ได้ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 32,920,000 หุ้น จากโจทก์มูลค่าหุ้นละ 10 บาท (ราคา PAR) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ในขณะที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ได้เพิ่ม นายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นกรรมการ วันที่ 1 ธ.ค.2543 โดยนายทักษิณ ได้โอนหุ้นบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด จํานวน 1 หุ้น ให้นายพานทองแท้ วันที่ 29 ส.ค.2554 หลังจากนั้นนายพานทองแท้ ซื้อเพิ่ม 3 หุ้น และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ซื้อ 1 หุ้นจากนั้นได้เปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นนายพานทองแท้ นางสาวพินทองทา และนางกาญจนา หงษ์เหิน“แอมเพิลริช”ต้นทางคดีภาษีหุ้นชินบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) ที่ถืออยู่ทั้งหมดแก่นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยซื้อขายกันนอก ตลท.จากนั้นนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ขายหุ้นดังกล่าวแก่กลุ่มบริษัทในเครือเทมาเส็ก เป็นการซื้อขายผ่าน ตลท.เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2549 ในขณะที่ราคาหุ้นใน ตลท.ขณะนั้นอยู่ที่หุ้นละ 49.25 บาทกรมสรรพากร เห็นว่ากรณีนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) มาจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ในราคาหุ้นละ 1 บาท เป็นการซื้อนอก ตลท.ถือเป็นเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2549 และต้องยื่นแบบเสียภาษีภายในวันที่ 31 มี.ค.2550 แต่ทั้งคู่ไม่นำเงินได้ส่วนนี้มายื่นแบบเสียภาษีเมื่อเกิดการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะในวันที่ 19 ก.ย.2549 ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาล“สรรพากร” ประเมินภาษีขายหุ้นหมื่นล้านคตส.มีความเห็นว่าการที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด โอนหุ้นให้นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดถือว่าส่วนต่างของราคาหุ้นระหว่างราคาตลาดกับราคาที่นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาได้รับโอนมาเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรกรมสรรพากรได้ประเมินภาษีพร้อมเบี้ยปรับเมื่อวันที่ 30 ส.ค.2550 โดยนายพานทองแท้ต้องชำระ 5,904.79 ล้านบาทและนางสาวพินทองทา ต้องชำระ 5,676.86 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่ทั้งสองคนต้องชำระ 11,581.65 ล้านบาท แต่ทั้งคู่ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ของกรมสรรพากรให้เพิกถอนการประเมินภาษีดังกล่าว แต่ไม่เป็นผล โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีความเห็นให้บุคคลทั้งสองชำระค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรายเดือนตามที่เจ้าหน้าที่ประเมินนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมากรมสรรพากร ได้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินของคู่ คือ เงินสดประมาณ 200 ล้านบาท และทรัพย์สินที่เป็นที่ดินและหลักทรัพย์อีก 1,000 ล้านบาททั้งนี้ มีการออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา สําหรับการตรวจสอบภาษีปีภาษี 2549 จํานวน 2 ครั้ง โดยทั้งคู่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีคําวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่ลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเรียกเก็บเพียง 50% ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย“ทักษิณ” เจ้าของหุ้นชินคอร์ปตัวจริงช่วงที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ได้นําคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ในระหว่างระหว่างนั้นกรุงเทพธุรกิจรายงานว่าได้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ว่า นายทักษิณยังคงเป็นเจ้าของหุ้นของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จํากัด (มหาชน) จํานวน 1,419,490,150 หุ้น โดยนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ถือหุ้นแทนนายทักษิณดังนั้น จึงแย้งว่าการประเมินภาษีต่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ไม่ใช่การประเมินภาษีกับผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ศาลภาษีอากรกลางจึงพิพากษาเพิกถอนการประเมินเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2553รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ฟื้นคดีภาษีหุ้นเมื่อมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยกประเด็นภาษีหุ้นชินคอร์ป ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อหาแนวทางการจับเก็บภาษีมากกว่า 10,000 ล้านบาทเข้ารัฐให้ได้ ซึ่งมีการหารือระหว่างรัฐบาล กระทรวงการคลัง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2560 เพื่อไม่ให้ขาดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.2560 โดยการใช้ช่องทางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 และ 821 ซึ่งมีหลักการว่าตัวการต้องรับผิดชอบและผูกพันในการกระทำของตัวแทนการดำเนินการดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรทำหนังสือแจ้งประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2549 (ภ.ง.ด.12) เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2560 ต่อนายทักษิณ พร้อมเบี้ยปรับจำนวน 17,629 ล้านบาท ไปติดที่บ้านของนายทักษิณตามฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ก่อนหมดอายุความวันที่ 31 มี.ค.2560“ทักษิณ”ฟ้องเพิกถอนคำสั่งสรรพากรต่อมานายทักษิณ ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีของกรมสรรพากร จึงได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากร (จำเลยที่ 1) และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ได้แก่ นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์ ,นายประภาส สนั่นศิลป์ และนายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ (จำเลยที่ 2-4) ต่อศาลภาษีอากรกลางนายทักษิณ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แจ้งให้นายทักษิณ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กรมสรรพากร เป็นเงิน 17,629 ล้านบาทต่อมาศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ภ 220/2563 คดีหมายเลขแดงที่ ภ 109/2565 ลงวันที่ 18 ก.ค.2565 พิพากษาเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากร มิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบนายทักษิณ ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ในฐานะตัวการ การออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบทั้งนี้ กรมสรรพากรได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร และศาลพิพากษายืนตามคำพิพากษาของภาษีอากรกลาง เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2566 โดยศาลวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบนายทักษิณ ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรมสรรพากร“ศาลฎีกา”พิพากษาจ่ายภาษีหุ้นชินกรมสรรพากรยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา และวันที่ 17 พ.ย.2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับไม่ยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยให้บังคับคดีเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์จำกัด (มหาชน)ศาลฎีกาพิเคราะห์เเล้ว สรุปว่านายทักษิณ ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์จำกัด (มหาชน) โดยให้นายพานทองเเท้ และนางสาวพินทองทา ถือหุ้นแทน เพราะนายทักษิณประสงค์เข้ารับตำแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรทั้งยังเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์คำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นบทสรุปชั้นฎีกาของคดีภาษีหุ้นชินที่ยืดเยื้อมา 20 ปี
ย้อนรอยคดีภาษีหุ้นชิน 20 ปี บทสรุป ‘ทักษิณ’ อัศวินคลื่นลูกที่ 3
by
Tags: