ตำรวจชุดสืบ ภ.9 บุกอีสานใต้จับเจ้าแม่แก๊งควาย เช็กประวัติมี 2 หมายจับ และก่อเหตุมาแล้วทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 15 คดี หลังหลอกเหยื่อที่จังหวัดสงขลา คนล่าสุด ต้นเดือน ก.ย. สูญเงินกว่า 2 แสนบาท พบบางรายสูญเสียทรัพย์สิน 20-30 ล้านบาทวันที่ 30 ต.ค.68พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รองผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 พร้อม พ.ต.ท.ปิยพล แป้นแก้ว รองผู้กำกับการสืบสวนปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ประสานงานกับตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี สกัดจับ นางสุจิรา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี ชาวตำบลโมคลาน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งริมถนนชยางกูร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีหลังจากช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีผู้เสียหายแจ้งความที่ สภ.คอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่า ถูกนางสุจิรา ร่วมกับเพื่อนร่วมขบวนการหลอกว่าจะซื้อบ้านที่ประขายในราคา 3.5 ล้านบาท ก่อนพานายผู้เสียหายไปยังรีสอร์ตแห่งหนึ่ง แล้วหลอกชักชวนให้เล่นพนันกำถั่ว จนผู้เสียหายหลงกลเชื่อ ทำให้สูญเสียเงินและทองคำรูปพรรณ รวมมูลค่า 200,000 บาทซึ่งตำรวจพบว่า นางสุจิรา มีหมายจับ 2 หมาย ของศาลจังหวัดเพชรบุรี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์" และ หมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2664 ข้อหา “ซ่องโจร และร่วมกันฉ้อโกง” และจากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า นางสุจิรา ตระเวนก่อเหตุลักษณะดังกล่าวทั่วประเทศ มากกว่า 15 คดี จากนั้นนำตัวไปสอบสวนที่ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานีซึ่ง นางสุจิรา ยอมรับ ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีหลอกผู้เสียหายไปเล่นพนันกำถั่วจริง โดยทำหน้าที่ เป็นเจ๊ ร่วมกับเพื่อนร่วมขบวนการที่เรียกกันในวงการว่า คนจูงหมู หรือ คนคัดเลือกเหยื่อ และ เสี่ย ที่วางตัวเป็นคนมีเงิน แล้วไปนัดพบกันที่รีสอร์ต ก่อนชักชวนกันเล่นพนันกำถั่ว โดยที่เหยื่อเล่นพนันไม่เป็น แล้วออกอุบายให้เหยื่อเป็นเจ้ามือ ก่อนจะมีการพูดจาดูถูก ถากถาง ให้เหยื่อเกิดความโกรธ แล้วเล่นพนันกำถั่นจนเสียเงิน จากนั้นก็พูดหว่านล้อมให้เหยื่อหาเงิน ไปเล่นพนันอีก เพื่อเอาเงินคืน พร้อมชักชวนให้ร่วมหุ้นกัน รวมเงินนำไป เล่นพนันเพื่อเอาเงินที่เสียไปคืนมา แล้วพาเหยื่อไปกดเงินสดกับนำทองรูปพรรณไปจำนำ แล้วนำกลับไปเล่นและยังมีการนำเอกสารมาให้เหยื่อเซ็นยอมรับเป็นหนี้จากการเล่นพนัน แต่เหยื่อไหว้ตัวทัน หลังสอบสวนเบื้องต้น ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ควบคุมตัวนางสุจิรา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชะอำ ดำเนินคดีตามหมายจับศาลจังหวัดเพชรบุรี ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์”ขณะที่ผู้เสียหาย หญิง อายุ 42 ปี ชาวอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดใจกับทีมข่าว ว่า ก่อนหน้านี้ตนประกาศขายบ้านหลังหนึ่งในอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ในราคา 3.5 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 5 กันยายน มีชายคนหนึ่ง ชื่อนายพัฒ โทรศัพท์มาหาสอบถามรายละเอียดของบ้าน พร้อมบอกว่าจะติดต่อซื้อให้นายทุน และเย็นวันเดียวกัน ก็นัดพบกับตนที่โรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ เพื่อพูดคุย พร้อมบอกว่า ขอค่านายหน้า 3 เปอร์เซ็น วันถัดไป วันที่ 6 กันยายน นายพัฒ ได้โทรศัพท์มาบอกว่า นายทุนสนใจบ้านที่ขาย และขอนัดพบต่อรองราคา จากนั้นก็นัดพบกับตนที่ห้างสรรพสินค้าปลีกแห่งหนึ่งในตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ แล้วนายพัฒ ก็ชักชวนให้ตนนั่งรถไปพบนายทุนที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ โดยระหว่างนั้น ก็แนะนำให้รู้จักหับหญิงสูงอายุคนหนึ่ง อ้างว่าเป็นเจ๊ ซึ่งทราบภายหลังว่าชื่อ นางสุจิรา แล้วทั้ง 2 คน ก็เกลี้ยกล่อมให้ตนนั่งรถไปด้วยกัน ซึ่งตนก็ยอมนั่งรถไปด้วย และระหว่างทาง ก็มีโทรศัพท์มาหาเจ๊ ซึ่งอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนและเจ๊ก็เรียกว่าเสี่ย จากนั้นก็นัดไปพบกันที่รีสอร์ต และนายพัฒ ยังแนะนำให้รู้จัก ชายคนหนึ่งชื่อนายวิท อ้างว่าเป็นเพื่อนกัน ไม่ได้เจอกันมานานและระหว่างที่รอเสี่ยอยู่ที่รีสอร์ต เจ๊ก็บอกว่า เสี่ยไปเล่นพนันกำถั่ว เสียเงินจำนวน 2.9 ล้านบาท และนายวิท บอกว่ามีแต่คนรวยเล่นกัน จากนั้นทั้งหมด ก็พูดโน้มน้าวเหยื่อ และถามเหยื่อว่า เล่นพนันเป็นไหม ซึ่งเหยื่อก็ปฏิเสธว่าเล่นไม่เป็น แต่นายวิท ก็คะยั้นคะยอ จะสอนเล่นพนันกำถั่ว จากไม่นานคนที่อ้างตัวเป็นเสี่ย ก็เดินทางมาถึงห้องพักในรีสอร์ตพร้อมกระเป๋า 1 ใบ อ้างว่าเงินในกระเป๋ามีจำนวน 6 ล้านบาท ที่จะนำไปเล่นพนันกำถั่วเพื่อแก้มือ พร้อมกับเปิดกระเป๋าให้ดูก็เห็นเงินเรียงกันประมาณ 5 พับ แล้วเสี่ยก็เจรจา ต่อรองซื้อขายบ้านจากราคา 3.5 ล้านบาท เหลือ 3.3 ล้านบาท ซึ่งเหยื่อก็ถามจะมัดจำอย่างไร แต่เสี่ยคนนี้ก็ขอให้เหยื่อใจเย็นๆ และยังพูดถากถางดูถูกด่าทอ ว่าตนไม่รู้เรื่องเล่นพนันเกมกำถั่ว พร้อมท้าทาย ก่อนจะทำที ไล่ตนออกจากห้องพัก แล้วเจ๊ผู้หญิงพร้อมนายพัฒ และนายวิท ก็มาปรึกษาว่าจะหลอกเล่นพนันให้เสี่ยหมดตัว เพราะดูถูกพวกตน แต่ก็ไม่มีเงินถึงจำนวน 6 ล้านบาท โดยคนที่อ้างว่าเป็นเจ๊ บอกว่าจะออกเงินให้ 2.5 ล้านบาท ส่วนนายพัฒ จะออกให้ 3 แสนบาท และนายวิท ออกเงินให้ 2.4 ล้านบาท เมื่อหันมาหา ก็ขอให้ตนช่วยออกเงินอีก 200,000 บาท ซึ่งนายวิท กับนายพัฒ ออกคนอุบาย ให้ตนนำสร้อยข้อมือทองคำไปจำนำก่อนหลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปหาเงิน โดยเหยื่อส่วนตนก็นั่งรถยนต์ไปกับนายพัฒ นำสร้อยข้อมือ 2 บาท ไปจำนำที่ห้างสรรพสินค้าที่จอดรถไว้ โดยตอนเบิกเงิน 150,000 บาท มีเงินสดติดตัว 10,000 บาท และเงินที่ได้จากจำนำสร้อยข้อมืออีก 40,000 บาท รวมเป็น 200,000 บาท จากนั้นก็นำเงินทั้งหมดไปให้เจ๊ที่รีสอร์ต ซึ่งก็เข้าใจแค่ว่าเอาเงินจำนวน 6 ล้านบาท ไปยืนยันกับเสี่ยเพื่อลบคำดูถูกไม่ได้คิดว่าจะมีการเล่นพนันกันจริงๆ และเสี่ยก็เดินเข้ามาขอโทษที่ใช้คำพูดไม่ดี จากนั้นก็ก็เล่นพนันกัน โดยให้ตนเป็นคนกำถั่วเอง แต่ตนก็ปฏิเสธ แต่เสี่ยคะยั้นคะยอ ซึ่งช่วงแรก เสี่ยแพ้ตลอด และมีการเพิ่มจำนวนเงินการพนันครั้งละมากๆ กระทั่งถึงครั้งที่ 7 เสี่ยชนะ และเมื่อเล่นครบ 10 ครั้ง เสี่ยชนะ 7.5 ล้านบาท แต่เงินกองกลางมีแค่ 6 ล้านบาท เท่ากับว่าตน นายพัฒ นายวิท และเจ๊ เป็นหนี้เสี่ยจำนวน 1.5 ล้านบาท ซึ่งนายวิท เขียนในแผ่นกระดาษให้เซ็นเป็นพยานและบังคับให้ตนเซ็นเป็นเจ้ามือ พร้อมหนี้สินจำนวน 1.5 ล้านบาท พร้อมกับ แสดงความเสียใจจนตนหลงเชื่อคิดว่าเป็นการพนันจริงๆ แล้วแยกย้ายกันกลับ โดยที่นายพัฒ ขับรถไปส่งตนที่ห้างสรรพสินค้า จากนั้นตนก็ได้ปรึกษากับผู้ใหญ่ เพราะมีการนัดกันว่าต้องนำเงิน 1.5 ล้านบาท ในวันรุ่งขึ้น แต่ผู้ใหญ่หลายคนห้ามตนไว้ ก่อนจะแจ้งความที่ สถ.คอหงส์ เมื่อวันที่ 10 กันยายนด้าน พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รองผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 เปิดเผยว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ตนนำกำลังตำรวจไปจับกุม นางสุจิรา ขณะก่อเหตุลักษณะดังกล่าวอยู่พื้นที่ในจังหวัดภูเก็ต หลังจากนั้นก็ถูกดำเนินคดี จึงทำให้แก๊งควายหายไปจากสังคมมาระยะหนึ่ง และมิจฉาชีพก็เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ แต่ล่าสุดเมื่อพ้นโทษ แก๊งควายก็ออกอาละวาดในหลายพื้นที่ ซึ่งมีคนร่วมขบวนการหลายคน ประกอบด้วย คนชี้เป้าเหยื่อ ที่เป็นคนใกล้ตัวเหยื่อ อาจจะได้ส่วนแบ่ง 5 เปอร์เซ็นต์ , คนจูงหมู ทำหน้าที่พูดคุย ตีสนิทกับเหยื่อ แล้วนำไปพบเพื่อนร่วมขบวนการ ,ผู้จัดการ , พระอาจารย์ ทำหน้าที่หว่านล้อม และสอนเล่นพนัน และ เสี่ย แต่ละคนจะได้ส่วนแบ่งประมาณคนละ 18 เปอร์เซ็น เมื่อเล่นการพนันเสี่ยก็จะยอมแพ้ในช่วงแรกๆ และถึงครั้งสุดท้าย อาจจะครั้งที่ 10 เสี่ยก็จะชนะ ทำให้เหยื่อต้องยอมเสียเงิน และนัดกันเล่นพนันกำถั่วอีกในวันถัดไป ซึ่งหากตั้งหลักไม่ทัน ก็จะถูกหลอกจนเสียเงิน หรือ บางคนถึงขั้นเสียบ้าน เสียทรัพย์สินจำนวนมาก บางรายเสียมากกว่า 20-30 บ้านบาท ซึ่งขณะนี้แก๊งควาย ยังมีอาละวาดอยู่ประเทศไทย ซึ่งผู้เสียหายบางคน ไม่กล้าแจ้งความ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ ผู้เสียหาย ที่ถูกมิจฉาชีพ ที่มีพฤติกรรมแบบนี้หลอกลวง ให้เข้าแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน และขอให้อย่าหลงมิจฉาชีพที่ใช้ความโลภหลอกล่อ#ภูมิภาค-81
รวบ “เจ้าแม่แก๊งควาย” ตระเวนหลอกเหยื่อทั่วประเทศ ก่อคดีฉ้อโกงกว่า 15 คดี สูญนับสิบล้าน
by
Tags: