“ไม่มีงานทำ ไม่มีการจ้างงานในกัมพูชา” เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวเขมรจำนวนไม่น้อยที่เดินทางกลับประเทศ ในช่วงสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชาตั้งแต่เดือนก.ค.-ก.ย.2568 ต้องยอมจ่ายเงินค่า “นายหน้า” ให้ช่วยลักลอบพาข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติเพื่อกลับมาหางานทำจนทหาร ตำรวจ ที่เฝ้าระวังจับกุมได้และผลักดันกลับออกไปนับครั้งไม่ถ้วนมีรายงานระบุว่าในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ด้านจังหวัดสระแก้วซึ่งตั้งแต่เกิดการสู้รบจนถึงปัจจุบันสามารถจับกุมได้ทั้งสิ้น 35 ครั้ง รวมผู้ต้องหา 158 คน บริเวณด้าน อ.อรัญประเทศ 23 ครั้ง ผู้ต้องหา 112 คน, อ.ตาพระยา 7 ครั้ง ผู้ต้องหา 26 คน, อ.วัฒนานคร 1 ครั้ง ผู้ต้องหา 5 คน, อ. โคกสูง 1 ครั้ง ผู้ต้องหา 6 คน และอ.คลองหาด 3 ครั้ง ผู้ต้องหา 9 คนไม่ต่างจากชายแดนด้านจังหวัดจันทบุรี และตราด ชุดลาดตระเวนทหารพราน ยังคงจับผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองได้อย่างต่อเนื่องซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีชาวเขมรจำนวนมากยังพยายามหาทางกลับเข้ามาทำงานในไทยข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน ระบุว่า ปี 2567 มีแรงงานกัมพูชาในไทย จำนวน 435,991 คน ปี 2568 มีแรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทยรวม 512,184 คน จำนวนนี้เป็นผู้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ลักลอบเข้ามารับจ้างอยู่ในภาคการเกษตรและอื่น ๆขณะที่ตัวเลขจาก Center for Alliance of Labor and Human Rights องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานของกัมพูชาที่ระบุว่า ในปี 2562 มีแรงงานกัมพูชาในไทยราว 1.7-2 ล้านคนเพ็ญ กับ โงย สองผัวเมียชาวกัมพูชา อาชีพรับจ้างเฝ้าบ่อกุ้งและก่อสร้าง อาศัยอยู่กับนาย จ้างชาวไทยที่ จ.ฉะเชิงเทรา มานานกว่า 10 ปี เล่าว่า พ่อ-แม่ของทั้งคู่โทรศัพท์มาขอให้เดินทางกลับเขมร เพราะมีเจ้าหน้าที่มาแจ้งว่าหากไม่กลับจะถูกยึดบ้านและที่นา แต่พวกเขายืนกรานไม่กลับ เนื่องจากกลัวว่าไปแล้วจะไม่ได้กลับมาประเทศไทยอีก“บ้านอยู่เมืองพระตะบอง ที่เขมรลำบาก ไม่มีงาน ไม่มีเงิน อยู่กับคนไทย นายจ้างไม่ขี้เหนียว กินอยู่สบาย มาอยู่ที่นี่ ยังได้ส่งเงินไปให้ทางบ้านใช้บ้าง เดือนละ 2-3 พัน เป็นค่าเรียน ค่ากินให้ลูก ถ้ากลับไปแล้วจะมีงานที่ไหนให้ทำ ถ้ามีงานทำแล้ว พวกที่ไปก่อนหน้านี้จะหนีเข้ามาที่ไทยอีกทำไม ฮุน เซน หลอกชาวบ้าน ” สองสามีภรรยาแรงงานกัมพูชาระบุนับแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา มีรายงานอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า มีแรงงานกัมพูชาหายไป จากตลาดแรงงานไทยถึง 3 แสนคน จึงมีคนงานเหลืออยู่ในระบบเพียง 2 แสนคน ไทยจึงต้องนำเข้าแรงงานจากหลายประเทศ เช่น ลาว และศรีลังกา เข้ามาทดแทน ในภาคงานรับเหมาก่อสร้างและอื่นๆในขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานและการฝึกอบรมอาชีวศึกษาของกัมพูชาคาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 การจ้างงานจะพุ่งสูงถึง 10.2 ล้านคน และการเติบโตทางเศรษฐกิจจะสูงถึง 6.6%ตั้งแต่ปี 2567 มีการสร้างงานมากกว่า 220,000 ตำแหน่ง หรือเพิ่มขึ้น 2.3% จากปีก่อนหน้า คาดการณ์ว่าระหว่างปี 2567 ถึง 2569 จะมีการสร้างงานประมาณ 235,000 ตำแหน่งต่อปี หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% ต่อปี คิดเป็นจำนวนผู้มีงานทำรวมประมาณ 10.2 ล้านคนในปี 2569โดยภาคการบริการและการท่องเที่ยว การก่อสร้าง อุตสาหกรรม การค้าปลีก การขนส่ง โทรคมนาคม และการผลิต มีอัตราการเติบโตสูงสุด คาดว่าตลาดแรงงานที่มีความต้องการสูงจะอยู่ที่การผลิตเฉพาะทางและการบริการ เฉพาะผู้ที่มีทักษะในการใช้ ภาษาอังกฤษ, จีน, ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค และการบริการลูกค้า“คนเขมร ที่ได้เรียนหนังสือ จะอยู่ในเมืองหลวง กรุงพนมเปญ แต่พวกคนงานรับจ้างทั่วไป และชาวสวน ชาวนาจะอยู่นอกเมือง เข้าไปทำงานรับเหมาก่อสร้าง ค่าจ้างก็น้อยมาก ได้วันละไม่ถึง 100 บาท หากเข้ามาทำงานในไทยรายได้ดีกว่า เรารับจ้างเฝ้าบ่อกุ้ง ให้อาหารกุ้ง ได้เดือนละหมื่นกว่าบาทก็อยู่ได้สบายๆ “ ตาอ้วน คนเฝ้าบ่อกุ้งชาวกัมพูชา เล่าให้ฟังในกัมพูชา แม้จะมีโรงงานอุตสาหกรรม สิ่งทอ แต่ก็อยู่จังหวัดใหญ่ๆ เช่น จังหวัดกำปงสปือ ซึ่งเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีรายงานตำแหน่งงานว่าง 23,000 ตำแหน่ง จาก 200,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ แต่การจ้างงานมักจะใช้คนวัยทำงาน หนุ่ม ๆ สาว ๆที่เรียนจบชั้นมัธยมขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีวัยเกิน 35 ปีไปแล้วจะหางานทำค่อนยาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ไม่ทักษะฝีมือการรายงานของ Wageindicator Foundation ระบุว่า ค่าแรงขั้นต่ำของกัมพูชา อยู่ที่ 839,809 เรียลต่อเดือนหรือค่าจ้างแรงงานประมาณเดือนละ 6,849 บาท เฉลี่ยวันละ 228 บาท คือ สาเหตุสำคัญที่มำให้แรงงานกัมพูชาไม่อยากกลับไปทำงานที่ประเทศบ้านเกิดสื่อกัมพูชา ระบุว่า ในปี 2567 แรงงานภาคอุตสาหกรรมในกัมพูชามีจำนวนทั้งสิ้น 1,160,181 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.52 เมื่อเทียบกับปี 2566 ตามรายงานประจำปีของกระทรวงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจำนวนนี้มีผู้หญิง 854,918 คน หรือเป็นร้อยละ 73.68 ของแรงงานทั้งหมดจำนวนแรงงานครอบคลุม 25 เมืองหลวงและจังหวัดทั่วประเทศกรุงพนมเปญมีแรงงานภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด โดยมีแรงงาน 413,134 คนจังหวัดกันดาล ซึ่งมีแรงงาน 189,438 คนจังหวัดกำปงสปือ มีแรงงาน 179,744 คนอยู่ในอันดับที่สามจังหวัดสวายเวียงมีแรงงาน 87,352 คนจังหวัดตาแก้ว 72,718 คนจังหวัดพระสีหนุ 62,347 คนจังหวัดอื่นๆ มีแรงงานภาคอุตสาหกรรมรวม 42,215 คนส่วนแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมในปี 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 119, 848 ราย อย่างไรก็ตามมีผู้ตกงานเนื่องจากการปิดโรงงานประมาณ 12,808 รายในปี 2567 มีโรงงานอุตสาหกรรมหนักเปิดดำเนินการในประเทศ 2,425 แห่ง โดยมีโรงงานใหม่ 321 แห่ง และปิดกิจการ 26 แห่งพนมเปญมีจำนวนโรงงานมากที่สุด คือ 818 แห่งจังหวัดกันดาล 358 แห่งจังหวัดกำปงสปือ 38 แห่งจังหวัดพระสีหนุ 257 แห่งจังหวัดสวายเรียง 232 แห่งจังหวัดตาแก้ว 139 แห่งโรงงานในภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ เป็นโรงงานประเภทผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปรวมจำนวน 700 แห่ง โรงงานผลิตเครื่องหนังมากกว่า 300 แห่ง โรงงานผลิตอาหารมากกว่า 100 แห่งและโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติกมากกว่า 100 แห่งอย่างไรก็ตาม แม้จะมีโรงงานจำนวนมากเปิดรับสมัครพนักงาน แต่โอกาสสำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปี การได้งานทำค่อนข้างจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากโรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องทักษะ หรือประสบการณ์ในการทำงานมากนัก นอกจากนี้ต้องเสียค่าสมัครงาน และยังต้องมีการสอบคัดเลือก ขั้นตอนการฝึกอบรมซึ่งแต่ละครั้งผู้สมัครงานต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณคนละ 400-500 บาทขณะที่ภาคเกษตรกรรมของกัมพูชา มีรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรอยู่ที่ 4.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 22.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยเมื่อปี 2566 ภาคการเกษตรมีการจ้างงานประมาณร้อยละ 36.01 ของแรงงานทั้งหมด พบว่าสัดส่วนแรงงานภาคเกษตร กรรมของกัมพูชา ลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดของธนาคารโลกในปี 2565-2566 ชี้ให้เห็นว่า การจ้างงานในภาคเกษตร กรรมอยู่ที่ประมาณร้อยละ 36.64, 36.01 ตามลำดับของการจ้างงานทั้งหมดซึ่งลดลงจากร้อยละ 37.13 ในปี 2564 ซึ่งปัญหาความท้าทายของภาคเกษตรในกัมพูชา คือ การขาดเทคนิคและปัจจัยการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งนำไปสู่ผลผลิตและผลกำไรที่ต่ำ สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ขณะที่ส่วนแบ่งการจ้างงานภาคเกษตรกรรมลดลงจากอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 74.8 ในปี 2541 เหลือเพียงร้อยละ 30.4 ในปี 2561 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงแต่ภาคการเกษตรยังคงมีการจ้างงานอยู่ที่จำนวน 3 ล้านคนความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชายังไม่ได้ข้อยุติการรุกล้ำดินแดนอธิปไตยไทย ท่ามกลางนโยบายตีสองหน้าของ 2 พ่อ-ลูก “ตระกูลฮุน” ผู้นำเพื่อนบ้านเรียกประชาชนกลับบ้านเกิด แต่ที่ชายแดนไทยไม่วายมีปัญหาคนเขมรลักลอบข้ามแดนเข้ามาหางานเกือบทุกวันอ่านข่าว:สิ้นสุดการต่อสู้ “ปลายทาง” 17 ปี คดีกลุ่มพันธมิตรบุกยึด NBT"เขมร" การละคร ส่งม็อบป่วน "หนองหญ้าแก้ว" ฟ้องโลกถูกรังแกปูม "ปาฏิโมกข์ 150 ข้อ" มติสงฆ์หนองป่าพง ตัด "นาป่าพง" พ้นวัดสาขา
ระเบิดเวลา “ตระกูลฮุน” ชะตากรรมคนเขมร กลับบ้าน “ไม่มีงานทำ”
by
Tags: