รัฐแจงดราม่า “กะเพรา”จดทะเบียน 4 พันธุ์ ไม่ได้ผูกขาดทั้งประเทศ

ดราม่ากะเพรา หลังมีการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ จนคนกังวลว่า ต่อไปปลูกกะเพราแล้วจะผิดกฎหมายหรือไม่ ล่าสุดรัฐบาลออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้หมายความว่าเอกชนจะผูกขาดกะเพราทั้งหมดในประเทศเมื่อวานนี้ 22 ตุลาคม ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า กะเพราที่มีการจดทะเบียนคุ้มครอง คือพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ของบริษัทเอกชน ที่ใช้ชื่อว่า “แก้วจุรี 01 – 04”แต่การจดทะเบียนไม่ได้ทำให้บริษัทมีสิทธิในกะเพราทุกพันธุ์ที่ปลูกอยู่ในประเทศไทยพูดง่าย ๆ คือ กะเพราพื้นเมือง หรือกะเพราพันธุ์ทั่วไปที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง ประชาชนยังปลูกและใช้ประโยชน์ได้ตามปกติกระทรวงเกษตรฯ ก็ยืนยันว่า คนทั่วไปยังปลูกกะเพราไว้กินเอง เก็บใบไปขาย เอาไปทำอาหารขาย หรือขายผลผลิตกะเพราเพื่อบริโภคได้เหมือนเดิม และไม่ได้บังคับว่าทุกคนต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเจ้าของพันธุ์ที่จดทะเบียนจุดที่ต้องแยกให้ออก คือ “ขายกะเพราเป็นอาหาร” กับ “ผลิตพันธุ์กะเพราเพื่อขยายพันธุ์และขาย” เป็นคนละเรื่องกันเพราะสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง จะเกี่ยวข้องกับส่วนที่ใช้สำหรับขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกิ่งพันธุ์ดังนั้น ถ้าเป็นการนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อขายในเชิงพาณิชย์ ก็อาจต้องได้รับอนุญาตจากผู้ถือสิทธิ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแค่เก็บเมล็ดกะเพราไว้ปลูกต่อแล้วจะผิดกฎหมายทุกกรณีเพราะ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 33 มีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น การนำพันธุ์พืชไปศึกษา วิจัย หรือปรับปรุงพันธุ์ การใช้โดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า รวมถึงกรณีที่เกษตรกรนำส่วนขยายพันธุ์ที่ตัวเองผลิตขึ้นกลับไปปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อ ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายดังนั้นเรื่องนี้ต้องดูเป็นกรณี ๆ ไปว่า เป็นพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่ และการนำไปใช้นั้นเข้าข่ายข้อยกเว้นตามกฎหมายหรือเปล่าแต่ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ยังถูกพูดถึง ไม่ได้มีแค่เรื่องว่า “ปลูกกะเพราได้ไหม”เพราะมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย รวมถึงภาคประชาชน ยังมีข้อกังวลเรื่องสิทธิของเกษตรกร การเข้าถึงพันธุ์พืช และที่มาของงานวิจัยรัฐบาลจึงระบุว่า เรื่องเหล่านี้ควรเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช เดินไปพร้อมกับการดูแลสิทธิของเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารอีกเรื่องที่ต้องจับตาคือ กรมวิชาการเกษตรกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยเปิดให้ทั้งเกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนเข้ามาเสนอความคิดเห็นรวมถึงประเด็นเกี่ยวกับแนวทางคุ้มครองพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งต้องพิจารณากันต่อว่า หากมีการเปลี่ยนแปลง จะกระทบสิทธิเกษตรกร ต้นทุนการผลิต และการเข้าถึงพันธุ์พืชอย่างไรและย้ำตรงนี้ว่า ตอนนี้ยังเป็นขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่การประกาศว่าข้อเสนอทั้งหมดถูกนำมาใช้เป็นกฎหมายแล้วขณะที่ความเห็นในโลกออนไลน์ก็มีทั้งคนที่กังวลว่า หากกฎหมายเอื้อให้เอกชนมีอำนาจมากขึ้น เกษตรกรอาจได้รับผลกระทบ ไปจนถึงความกังวลเรื่องการแยกพันธุ์กะเพรา เพราะกะเพราพื้นบ้านบางสายพันธุ์อาจมีลักษณะที่คนทั่วไปแยกกันได้ยากบางคนถึงกับตั้งคำถามว่า ถ้าพันธุ์พืชปะปนกัน แล้วคนทั่วไปจะรู้ได้อย่างไรว่ากะเพราที่ตัวเองปลูกอยู่เป็นพันธุ์ไหนอย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้เป็น ข้อกังวลและความคิดเห็นจากประชาชน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการปลูกกะเพราทั่วไปจะกลายเป็นความผิดสรุปง่าย ๆ ตอนนี้ กะเพรายังปลูกและขายเป็นอาหารได้ตามปกติ ไม่ได้มีการผูกขาดกะเพราทั้งประเทศ แต่ถ้าเป็นพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง ประเด็นเรื่องการนำส่วนขยายพันธุ์ไปผลิตหรือขายเชิงพาณิชย์จะมีเงื่อนไขตามกฎหมายส่วนข้อกังวลเรื่องสิทธิเกษตรกรและการแก้กฎหมาย ยังอยู่ในขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งตรงนี้ต้องติดตามกันต่อว่า หลังจากรับฟังทุกฝ่ายแล้ว จะมีการปรับกฎหมายออกมาในทิศทางไหนพูดง่าย ๆ คือ ดราม่าครั้งนี้ไม่ใช่เรื่อง “ต่อไปห้ามปลูกกะเพรา” แต่เป็นเรื่องว่า กะเพราพันธุ์ไหนได้รับความคุ้มครอง และสิทธิของเจ้าของพันธุ์ครอบคลุมถึงการขยายพันธุ์และการค้าในระดับไหน ขณะที่เรื่องสิทธิเกษตรกรและการปรับกฎหมาย ฉะนั้นยังคงต้องติดตามต่อไปติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.thTwitter : https://twitter.com/innnewsYoutube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INNTikTok : https://www.tiktok.com/@inn_newsLINE Official Account : @innnews


Posted

in

by

Tags: