‘ราชทัณฑ์’ ตั้งกรรมการสอบปม ‘คุกVIP’ เอื้อ ‘จีนเทา’ แฉมีนางแบบสาวสวยเข้าเยี่ยมประจำ

“อธิบดีกรมราชทัณฑ์” สั่งตั้งกรรมการสอบ “ผบ.คุกพิเศษ” พร้อมผู้คุมกว่า 14 ราย เซ่นปม “คุกวีไอพี” เอื้อนักโทษจีนเทา หลังชุดเฉพาะกิจจู่โจมค้นเรือนจำฯ พบไมโครเวฟ-กาน้ำ-เครื่องใช้ไฟฟ้า วัตถุมีคมจำนวนมาก อ้างได้รับบริจาค แถมมีข้อมูลระบุ มีนางแบบสาวสวยเข้าเยี่ยมประจำสืบเนื่องจากกรณี นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม มีคำสั่งลงนามโยกย้าย นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อันเนื่องจากการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และพบว่ามีเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดในเรือนจำฯ นั้น ต่อมา กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่าจากการเข้าจู่โจมและตรวจค้นดังกล่าวพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในการควบคุมและปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง จึงได้ดำเนินการย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และย้ายผู้บัญชาการเรือนจำฯ ไปปฏิบัติหน้าที่ยังกรมราชทัณฑ์พร้อมมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกรม เจ้าหน้าที่กองทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่กองบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มงานวินัยเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกประเด็นโดยละเอียด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีผู้ต้องขังชาวจีนบางรายที่มีอิทธิพลเหนือผู้ต้องขังรายอื่นภายในเรือนจำฯ จนสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ต้องขังชาวไทย จึงมีผู้แจ้งเบาะแสมายังกรมราชทัณฑ์ให้ทราบถึงพฤติการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี กรมราชทัณฑ์ พร้อมดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการกระทำผิดจริง เพื่อรักษามาตรฐานการบริหารงานราชทัณฑ์ให้เป็นที่เชื่อมั่นของสังคม ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 พ.ย. รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การร้องเรียนดังกล่าวมาจากผู้ต้องขังชาวไทย ที่ได้แจ้งเหตุว่ามีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เอื้อประโยชน์พิเศษให้แก่ผู้ต้องขังกลุ่มจีนเทา โดยพบว่า ผู้ต้องขังชาวจีนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มักได้รับสิทธิพิเศษหลายเรื่องในเรือนจำฯ ต่างจากนักโทษทั่วไป เช่น มีเครื่องใช้ไฟฟ้า ไมโครเวฟ แอร์ กาน้ำ และยังมีสาวสวยระดับนางแบบเข้าเยี่ยมได้เป็นประจำ ซึ่งเมื่อกรมราชทัณฑ์ได้รับเบาะแสก็ได้ส่งชุดปฏิบัติการเข้าตรวจสอบ แต่ก็มักเจอเกลือเป็นหนอน การข่าวรั่วก่อนเข้าตรวจค้นกระทั่งล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้จัดชุดเฉพาะกิจเข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำอีกครั้ง ทำให้พบว่าในพื้นที่ 3 แดนขังของผู้ต้องขังกลุ่มจีนเทาในเรือนจำฯ มีสิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก รวมถึงยังพบของมีคม มีด ไฟแช็ก ซึ่งเป็นของต้องห้ามในเรือนจำ เพราะใช้เป็นอาวุธได้ และไฟแช็กบ่งชี้ได้ว่ามีการสูบบุหรี่ภายใน เบื้องต้นนอกจากการย้ายผู้บัญชาการเรือนจำฯ กรมราชทัณ์ยังได้สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ผู้คุมมากกว่า 14 คนที่เกี่ยวข้องในการควบคุมผู้ต้องขัง ใน 3 แดนคุมขังนักโทษกลุ่มจีนเทาอีกด้วยรายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุอีกว่า สำหรับไมโครเวฟและเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่พบในแดนคุมขังนักโทษกลุ่มจีนเทา พบว่ามีการใช้วิธีระบุว่าเป็นของบริจาคเข้าไปในเรือนจำแล้วขอใช้ก่อน ส่วนกรณีหญิงสาวต่างชาติที่เข้าเยี่ยมนั้น ทางเรือนจำฯ ติดปัญหาเรื่องการตรวจสอบความเป็นญาติได้ยาก และเมื่อเห็นเป็นชาวต่างชาติด้วยกันก็ให้เข้าเยี่ยมนอกจากนี้ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ มีคำสั่งตั้งกรรมการเข้าไปตรวจสอบ โดยจะให้รองอธิบดีฯ เป็นหัวหน้าชุดเข้าตรวจสอบภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และสอบปากคำเจ้าหน้าที่ทุกรายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมนักโทษกลุ่มจีนเทา ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 พ.ย.นี้ และได้สั่งเก็บสิ่งของต้องห้ามออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และกวดขันจริงจัง โดยเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีแดนคุมขังนักโทษกลุ่มจีนเทา 3 แดน ซึ่งมีข้อมูลอีกว่า นักโทษจีนเทามีการใช้เงินจ้างนักโทษชาวไทยที่พอสื่อสารภาษาจีนได้บ้างให้มาดูแล รับใช้ และใน 3 แดนขังยังมีการแบ่งกันเองให้หัวหน้ากลุ่มพักอยู่ในแดนเดียวกัน ส่วนระดับรองหรือลูกน้องพักแยกคนละแดนทั้งนี้ สำหรับนายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ที่ถูกย้ายจากเหตุนี้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกรม กรมราชทัณฑ์ พื้นเพได้บรรจุรับราชการที่กรมราชทัณฑ์ ก่อนไปเติบโตที่สำนักกิจการยุติธรรม (สกธ.) กระทรวงยุติธรรม และกลับมาเป็นเลขานุการกรมราชทัณฑ์ และเป็นผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการ และตำแหน่งปัจจุบันก่อนถูกย้าย คือ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรือนจำสำคัญของกรมราชทัณฑ์ ที่ส่วนใหญ่มีไว้เพื่อคุมขังผู้ต้องขังระหว่าง และเมื่อตรวจสอบดูรายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ เขต 10 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร (สำรวจ ณ วันที่ 1 พ.ย.68) พบว่า มีจำนวนผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา เป็นชาย จำนวน 561 ราย, ผู้ต้องขังระหว่างไต่สวน (ชาย) จำนวน 1,782 ราย และผู้ต้องขังระหว่างสอบสวน (ชาย) จำนวน 794 ราย ขณะที่มีจำนวนผู้ต้องขังเด็ดขาด (ชาย) จำนวน 895 ราย.


Posted

in

by

Tags: