ราชบุรี วิกฤตมะพร้าวน้ำหอมลุกลามโครงสร้างตลาดบิดเบือน

วิกฤต “มะพร้าวน้ำหอม” ลุกลามทั้งระบบ! อดีตผู้สมัคร ปชป. แฉโครงสร้างตลาดบิดเบือน จี้รัฐลุยปราบล้ง-นอมินี ฟื้นศรัทธาส่งออกก่อนเสียตลาดโลกเมื่อวันที่ 22 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ “มะพร้าวน้ำหอม” กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ นายทศพล แก้วทิมา อดีตผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เขต 5 จังหวัดราชบุรี ออกมาเปิดประเด็นเชิงโครงสร้าง ชี้ราคามะพร้าวในช่วงฤดูร้อนที่ผลผลิตลดลง ควรปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดอยู่ที่ 5–15 บาทต่อลูก แต่ข้อเท็จจริงกลับสะท้อน “ความผิดปกติ” ของระบบการค้าทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการครอบงำของกลุ่มทุนในธุรกิจส่งออกไปจีนและอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวแปรรูป ซึ่งกินสัดส่วนตลาดรวมกันถึง 80% ขณะที่ตลาดภายในประเทศมีเพียง 20% ทำให้เกษตรกรไทยตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบด้านราคาอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมฮั้วราคา การกำหนดราคารับซื้อที่ไม่เป็นธรรม และการแทรกแซงตลาดที่ไม่สอดคล้องกับกลไกเสรีประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ช่องโหว่การบังคับใช้กฎหมาย” ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังพบว่ามีล้งรับซื้อมะพร้าวมากกว่า 200 แห่ง ในพื้นที่ แต่การตรวจสอบกลับมีสัดส่วนน้อย ไม่สะท้อนความจริง อีกทั้งยังมีข้อสงสัยเรื่อง “นอมินี” และทุนต่างชาติที่เข้ามาครอบงำธุรกิจโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน ขณะที่กระบวนการผลิตน้ำมะพร้าวแปรรูปบางส่วน ถูกกล่าวหาว่ามีการปลอมปนหรือแต่งกลิ่นรส จนกระทบความเชื่อมั่นของตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก ส่งผลให้ปลายทางเริ่มเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพ และอาจลุกลามเป็นวิกฤตภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยในระยะยาวนายทศพล ยังตั้งคำถามเชิงนโยบายไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะผู้มีอำนาจกำกับดูแล ว่าจะสามารถ “เอาจริง” กับปัญหาทุนครอบงำและการทุจริตเชิงระบบได้หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้มีการประกาศนโยบายปราบคอร์รัปชัน แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมชี้ว่าการปล่อยให้ปัญหานี้ยืดเยื้อ อาจเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” และทำให้เกิดคำถามในสังคมว่า ใครคือผู้ได้ประโยชน์จากโครงสร้างราคาที่บิดเบือนสำหรับทางออกระยะสั้น เสนอให้เร่ง “บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น” ตรวจสอบล้งและโรงงานแปรรูปอย่างจริงจัง เอาผิดผู้กระทำผิดทั้งขบวนการ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อสร้างความโปร่งใส ขณะที่ระยะกลางและระยะยาว ต้องเร่งฟื้นภาพลักษณ์ “มะพร้าวน้ำหอมไทย” ให้กลับมาเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพระดับพรีเมียม ผ่านการรณรงค์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงด้านเดียวนอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกระดับโครงสร้างเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในพื้นที่หลัก 4 จังหวัดผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ให้รวมตัวกันในรูปแบบ “สหกรณ์ครบวงจร” ตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสร้างความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจฐานราก พร้อมย้ำว่าภาครัฐต้องกำกับดูแลอย่างโปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงของกลุ่มผลประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มล้งที่อาจแฝงตัวเข้ามาแสวงหากำไรโดยไม่เป็นธรรมท่ามกลางวิกฤตที่สะสมยาวนาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ราคามะพร้าวจะขึ้นหรือลง” แต่คือ “ประเทศไทยจะปล่อยให้สินค้าเกษตรสำคัญถูกบิดเบือนโดยกลุ่มทุนต่อไปหรือไม่” และรัฐบาลจะตัดสินใจเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้เกษตรกรไทยได้เมื่อใด


Posted

in

by

Tags: