รู้จักส่วนต่างซื้อ-ขายทองคำ ทำไมร้านกล้าปรับขึ้น 2,000 บาท สูงกว่ากำหนด

รู้จักส่วนต่างซื้อ-ขายทองคำ ทำไมร้านปรับขึ้น 2,000 บาท สูงกว่ากำหนดในภาวะสงครามเรื่อง "ส่วนต่างราคาซื้อ-ขายทองคำ" หรือที่เรียกกันว่า Spread (สเปรด) คือหัวใจสำคัญที่คุณต้องรู้ก่อนเริ่มลงทุน เพราะมันคือ "ต้นทุนแฝง" ที่ทำให้เราไม่ได้กำไรทันทีที่ซื้อทองเสร็จ ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่าง ราคาขายออก (ราคาที่ร้านขายให้เรา) และราคารับซื้อคืน (ราคาที่ร้านซื้อจากเรา) ซึ่งโดยปกติสมาคมค้าทองคำจะกำหนดส่วนต่างไว้ที่ 100 บาท เช่น ขายออก 40,000 รับซื้อ 39,900 ส่วนต่าง (Spread) คือ 100 บาทแต่จากสถานการณ์ความผันผวนในปี 2569 นี้ ทำให้ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สมาคมค้าทองคำมีมติปรับเพิ่มส่วนต่างเป็น 200 บาท ชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้ร้านทองในช่วงที่ราคาทองโลกสวิงหนัก ซึ่งเหตุผลที่ต้องปรับส่วนต่าง เพื่อเป็นค่าดำเนินการและป้องกันความเสี่ยงของร้านทอง หากซื้อแล้วขายคืนทันทีก็จะขาดทุนเท่ากับส่วนต่างนี้ทันที (200 บาทต่อบาททองคำ)จุดคุ้มทุน จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเริ่มมีกำไรก็ต่อเมื่อราคาทองประกาศขายออก ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 200 บาท จากราคาที่คุณซื้อมานั่นเองขณะที่ ส่วนต่างทองรูปพรรณ (Gold Jewelry) จะกว้างกว่าทองคำแท่งมาก เพราะมีเรื่องของค่าฝีมือเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยที่ ตอนซื้อ ต้องจ่าย "ราคาทองขายออก + ค่ากำเหน็จ" ซึ่งค่ากำเหน็จประมาณ 500-2,000 บาท แล้วแต่ความยากของลาย แต่ ตอนขายคืน ร้านทองจะรับซื้อคืนในราคาที่ ต่ำกว่าราคาทองแท่งรับซื้อประมาณ 5% (ตามกฎหมายควบคุม)ฉะนั้น ทองรูปพรรณจึงไม่นิยมซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น เพราะส่วนต่างรวม (Spread + ค่ากำเหน็จ + ค่าเสื่อม) อาจสูงถึง 1,500-3,000 บาทต่อบาททองคำแต่ในบางช่วงที่ตลาดโลกเกิดวิกฤติ เช่น สงครามหรือเศรษฐกิจโลก ส่วนต่างทองคำอาจพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติตามประกาศฉุกเฉินของสมาคมฯแม้สมาคมค้าทองคำมีการควบคุมและดูแลเรื่องส่วนต่างราคา แต่เป็นเพียง "การควบคุมในลักษณะกติกาของกลุ่มผู้ประกอบการ" มากกว่าจะเป็นกฎหมายบังคับตายตัวแบบราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปกลไกการควบคุมเวลาที่ราคาดีดตัวสูงหรือผันผวนหนักๆ ประกอบด้วย1. การกำกับโดย "สมาคมค้าทองคำ" เป็นผู้กำหนด "ราคากลาง" ที่ร้านทองทั่วประเทศใช้เป็นมาตรฐาน โดยมีหลักการ คือ• ช่วงปกติ : ส่วนต่างทองคำแท่งจะถูกฟิกซ์ไว้ที่ 100 บาท เพื่อให้ตลาดมีสภาพคล่อง• ช่วงผันผวนสูง : หากราคาทองโลก (Gold Spot) สวิงแรงเกินไป หรือค่าเงินบาทผันผวนจนร้านทองเสี่ยงขาดทุน สมาคมฯ มีอำนาจประกาศปรับส่วนต่างเพิ่มเป็น 200-300 บาท หรือมากกว่าตามสถานการณ์ เพื่อ "หยุดเลือด" ไม่ให้เกิดการเก็งกำไรที่เสี่ยงเกินไปทั้งตัวร้านและลูกค้า• การแทรกแซง : หากร้านทองสมาชิกตั้งส่วนต่างเองตามใจชอบจนน่าเกลียด สมาคมฯ จะมีการตักเตือนเพื่อให้กลับมาอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน2. การควบคุมโดย "สคบ." (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) จะเข้ามาดูในส่วนของ "ความเป็นธรรม" โดยเฉพาะทองรูปพรรณ• กฎการรับซื้อคืน: มีกฎหมายกำหนดว่าร้านทองต้องรับซื้อคืนทองรูปพรรณโดยหักไม่เกิน 5% จากราคาทองแท่งรับซื้อในวันนั้น (หากเป็นทองที่ซื้อจากร้านนั้นๆ)• การติดป้ายราคา : ร้านทองต้องแสดงราคารับซื้อและขายออกที่ชัดเจนบนหน้าร้าน หากไม่มีการแสดงราคาหรือโกงส่วนต่างเกินจริง ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนได้ครับ3. กลไกตลาด (Market Force) คือตัวควบคุมที่ทรงพลังที่สุด• การแข่งขัน : ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันเทรดทองออนไลน์เยอะมาก ซึ่งส่วนต่างมักจะแคบกว่าหน้าร้าน (บางแห่งเพียง 20-50 บาท) หากร้านทองตู้แดงปรับส่วนต่างขึ้นสูงเกินไปนานๆ ลูกค้าจะหนีไปใช้ระบบออนไลน์แทน• สภาพคล่อง : ถ้าส่วนต่างสูงเกินไป (เช่น 500 บาท) คนจะเลิกซื้อขาย ทำให้ร้านทองไม่มีกำไรจากปริมาณการขาย (Volume) สุดท้ายร้านก็ต้องปรับลดลงมาเพื่อดึงดูดลูกค้า


by

Tags: