รู้จัก “Chipflation” ปัญหาชิปพุ่งที่กระทบตั้งแต่มือถือถึงรถยนต์

รู้จัก Chipflation เมื่อราคาชิปและหน่วยความจำพุ่งขึ้น กระทบตั้งแต่มือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงรถยนต์ แล้วผู้บริโภคต้องรับมืออย่างไรใครที่กำลังวางแผนเปลี่ยนมือถือ ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ หรือกำลังมองหาทีวีและอุปกรณ์ไอทีในช่วงนี้ อาจต้องเริ่มจับตาคำว่า “Chipflation” กันให้มากขึ้น เพราะต้นทุนของชิปและหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดเทคโนโลยีในปี 2569Chipflation อธิบายแบบง่าย ๆ คือภาวะที่ราคาชิปและหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้น จากทั้งความต้องการที่เพิ่มขึ้น สินค้าที่มีจำกัด รวมถึงการที่ผู้ผลิตชิปจัดสรรกำลังการผลิตไปยังชิปสำหรับเซิร์ฟเวอร์และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงมากขึ้นผลที่ตามมาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สมาร์ทโฟน แต่สามารถกระทบไปถึงคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ที่ต้องพึ่งพาชิปจำนวนมากขึ้นด้วยมือถือราคาประหยัดอาจรับแรงกดดันหนักกว่าเดิมภาพของปัญหานี้เริ่มเห็นได้ชัดในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ที่อ้างถึงในต้นฉบับระบุว่า ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนในภูมิภาคช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการลดลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษคือมือถือราคาต่ำกว่า 150 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมียอดจัดส่งลดลงถึง 38% เนื่องจากมือถือกลุ่มนี้มีส่วนต่างกำไรต่อเครื่องไม่สูงมาก เมื่อต้นทุนชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตจึงมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนน้อยกว่าสินค้าระดับกลางหรือระดับสูงดังนั้น ผลจาก Chipflation อาจไม่ได้ออกมาในรูปของการ “ขึ้นราคา” อย่างเดียว แต่อาจทำให้เราเห็นมือถือราคาประหยัดน้อยลง หรือผู้ผลิตเลือกให้ความสำคัญกับสินค้าระดับกลางและพรีเมียมมากขึ้นแทนMemory แพงขึ้นขนาดไหน?หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่กำลังมีราคาเพิ่มขึ้นคือ Memory โดยข้อมูลจาก TrendForce ระบุว่า ราคาตามสัญญาของ LPDDR5X ในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ 78-83% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ LPDDR4X เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 70-75%ส่วนในไตรมาส 3 มีการคาดการณ์ว่าราคา DRAM ทั่วไปอาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 13-18% ขณะที่ NAND Flash ซึ่งเป็นหน่วยความจำสำหรับจัดเก็บข้อมูลอาจเพิ่มขึ้นอีก 10-15%ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าราคามือถือหรืออุปกรณ์หนึ่งเครื่องจะต้องเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะ Memory เป็นเพียงหนึ่งในต้นทุนของผลิตภัณฑ์ แต่เมื่อชิ้นส่วนสำคัญมีราคาเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ผู้ผลิตต้องหาวิธีบริหารต้นทุนมากขึ้นคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กก็หนีไม่พ้นฝั่งคอมพิวเตอร์เองก็ได้รับแรงกดดันเช่นกัน โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่า ยอดจัดส่ง PC ทั่วโลกในไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 4% จากปีก่อน เหลือประมาณ 65 ล้านเครื่อง และต้นทุน Memory ที่สูงขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดสิ่งที่ผู้ผลิตสามารถทำได้มีหลายทาง ตั้งแต่ปรับราคาขาย ลดสเปกบางส่วนในรุ่นราคาประหยัด หรือหันไปให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงและให้ผลตอบแทนต่อเครื่องมากกว่าดังนั้น คนที่กำลังมองหาคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดอาจต้องจับตาให้ดี เพราะผลกระทบอาจไม่ได้มาในรูปของราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่อาจรวมถึงสเปกที่ได้เมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายด้วยทีวีและเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ใช้ชิปมากขึ้นทีวีก็เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ โดย TrendForce ระบุว่า สัดส่วนต้นทุน Memory เพิ่มจากประมาณ 2.5-3% มาอยู่ที่ 6-7% ของต้นทุนการผลิตทีวี และเมื่อรวมกับต้นทุนหน้าจอรวมถึงวัตถุดิบอื่นที่สูงขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่เองก็ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานแบบเดิมอีกต่อไป เพราะมีทั้ง Wi-Fi ระบบ Smart Home หน้าจอ ระบบประมวลผล และฟังก์ชันอัจฉริยะต่าง ๆ ทำให้จำเป็นต้องใช้ชิปและหน่วยความจำมากขึ้นตามไปด้วยรถยนต์ก็ได้รับผลกระทบจาก Chipflationอีกกลุ่มที่น่าสนใจคือรถยนต์ เพราะรถรุ่นใหม่ใช้ชิปจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ หน้าจอ Infotainment ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต กล้อง เซ็นเซอร์ และระบบควบคุมต่าง ๆ ภายในรถTrendForce ระบุว่า ราคาตามสัญญาของ NOR Flash และ SLC NAND ซึ่งนิยมใช้ในรถยนต์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และระบบเครือข่าย เพิ่มขึ้นสะสมมากกว่า 100% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แสดงให้เห็นว่าปัญหาเรื่องต้นทุนหน่วยความจำกำลังขยายวงกว้างออกจากตลาดสินค้าไอทีแบบดั้งเดิมแล้วของไอทีจะขึ้นราคาหมดเลยหรือไม่?คำตอบคือ ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้ เพราะต้นทุนชิปเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ใช้กำหนดราคาสินค้า และแต่ละผลิตภัณฑ์ก็มีโครงสร้างต้นทุนแตกต่างกันผู้ผลิตแต่ละรายยังสามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้หลายวิธี เช่น ยอมลดกำไรบางส่วน ปรับโปรโมชั่น เปลี่ยนสเปก ลดความจุของหน่วยความจำ ปรับพอร์ตสินค้า หรือขยับไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้นดังนั้น Chipflation ไม่ได้หมายความว่า “พรุ่งนี้ของไอทีจะแพงขึ้นทั้งหมด” แต่เป็นสัญญาณว่าต้นทุนของชิ้นส่วนสำคัญกำลังเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อทั้ง ราคา สเปก โปรโมชั่น และตัวเลือกสินค้า ที่ผู้บริโภคจะได้เห็นในตลาดหลังจากนี้กำลังจะซื้อของไอที ควรรีบซื้อเลยไหม?ถ้ามีมือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีที่วางแผนจะซื้ออยู่แล้ว การเปรียบเทียบราคาปัจจุบันกับโปรโมชั่นที่มีอยู่ถือว่าน่าสนใจ เพราะทิศทางต้นทุนชิปและหน่วยความจำยังอยู่ในระดับสูงแต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบซื้อเพียงเพราะกลัวราคาขึ้น เนื่องจากราคาขายจริงยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ทั้งการแข่งขัน สต็อกสินค้า โปรโมชั่น และกลยุทธ์ของผู้ผลิตสิ่งที่ Chipflation บอกเราได้ในตอนนี้คือ ยุคที่เราเคยคาดหวังว่าเทคโนโลยีรุ่นใหม่จะ “สเปกดีขึ้นในราคาเท่าเดิม” อาจทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าระดับเริ่มต้นที่มีพื้นที่สำหรับดูดซับต้นทุนไม่มากนัก และนี่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของตลาดเทคโนโลยีในช่วงที่เหลือของปี 2569


Posted

in

by

Tags: