ข่าวใหญ่คึกโครมแห่งปี แล้วยังทุบสถิติใหม่แทบทุกนาที ณ วันนี้ ต้องยกนิ้วให้การปรับขึ้น-ลงของราคา “ทองคำ” ที่ได้รับผลกระทบมาจากภาวะเศรษฐกิจโลก และภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่แบ่งโลกออกเป็น 2 ขั้วได้แก่ “สหรัฐฯ-สหภาพยุโรป” คือ ขั้วที่ 1 ขณะที่ ขั้วที่ 2 คือ “จีน-รัสเซีย-อินเดีย” ทำให้โลกเกิดความปั่นป่วนในเรื่องการรักษาความมั่งคั่งของนักลงทุน โดยนักลงทุนทั่วโลกได้นำเงินไปลงทุนซื้อสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง แต่ผลตอบแทนต่ำ อย่างทองคำ แทนที่จะแสวงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น การลงทุนในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ทำให้ทุกสายตาของนักลงทุนทั่วโลก ไม่ได้หันไปเก็งกำไรการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่ให้ผลตอบแทนสูงอีกต่อไป แต่มาโฟกัสกันที่การลงทุนใน “ทองคำ” โดยราคาทองคำ Gold Spot ในตลาดโลก ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2567-2568 ได้ไต่ระดับจาก 2,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทะลุขึ้นมา 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 8 เดือนตุลาคมสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้น ทุบสถิติเป็นรายวัน โดย “ทองแท่ง” ทำทลายสถิติขึ้นไปสูงสุดที่ 62,150 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ “รูปพรรณ” ทุบสถิติที่ 62,950 บาทต่อบาททองคำ ทำให้เกิดความสงสัย และคิดต่อไปว่า โอกาสที่จะเห็นทองคำแตะระดับ 65,000 บาทและ 70,000 บาท จะเป็นไปได้หรือไม่“ทีมเศรษฐกิจเพจอีจัน” ได้ติดตามสถานการณ์ทองคำที่ขึ้น-ลงตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบความผันผวนอย่างรุน แรง โดยตลอดทั้งปี 2567 ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นถึง 10,100 บาท ขณะที่ปีนี้ ผ่านพ้นไปไม่ถึง 10 เดือน (วันที่ 10 ตุลาคม 2568) ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นแล้ว 19,450 บาท ทำให้ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำรูปพรรณและทองคำแท่งปรับขึ้นมาแล้ว 29,550 บาทดังนั้น เมื่อความผันผวนเกิดขึ้น ราคาได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้สถานการณ์ในขณะนี้ เกิดภาวะ “ตื่นทอง” อย่างแท้จริง เพราะความนิยม “ทองคำ” ไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่คนทั่วโลกยังเกิดภาวะตื่นทองเหมือนกัน โดยมีปัจจัยหลักสำคัญคือ ความไม่แน่นอนของผู้นำอย่างสหรัฐฯ ที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดี ประกาศขึ้นภาษีสูงลิบลิ่วในหลายประเทศ กับการจับมือกับยุโรปสนับสนุนยูเครน ในการต่อสู้กับรัสเซีย กรณีสหรัฐฯ ส่งมอบขีปนาวุธให้ยูเครน สามารถยิงถึงมอสโคได้ยิ่งทำให้โลกเกิดความวิตกกังวลไปพร้อมๆ กับที่ “จีน” ประกาศแสนยานุภาพทางทหาร วันชาติจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความตึงเครียดในคาบสมุทรแปซิฟิกกับนานาประเทศเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและไต้หวัน กลายเป็นชนวนสำคัญที่ก่อให้เกิดสงครามครั้งต่อไป“ทองคำ” ณ วันนี้ จึงไม่ได้มีไว้เพียงเพิ่มมูลค่าในอนาต แต่ยังมีไว้เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ในแบบที่คาดคิดไม่ถึงYLG ชี้ทองแตะ 68,000บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ประเมินราคาทองคำมีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางบวก มองเป้าหมาย 4,000 และ 4,435 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศมีทิศทางเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับทองคำในตลาดโลก โดยมองเป้าทองไทยที่ 61,600-68,000 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทระดับ 32.46 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)โดยวิเคราะห์แนวโน้มทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางเศรษฐกิจรวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทั้งสงครามในยุโรปตะวันออก หรือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลว่า ความเสี่ยงจะบานปลาย ซึ่งมักจะผลักดันให้ราคาทองปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วขณะเดียวกัน ยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยผ่าน กองทุน ETF ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากสุดในรอบกว่า 3 ปี และยังมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นอีกปัจจัยบวกต่อราคาทองคำธนาคารกลางทั่วโลกแห่ตุนทองข้อมูลของ Metals Focus พบว่า ตั้งแต่ปี 2565 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิปีละมากกว่า 1,000 ตัน และคาดว่า ปีนี้ จะซื้อทองเพิ่มเติมอีกประมาณ 900 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยรายปีที่ 457 ตัน ในช่วงปี 2559-2564 ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งพยายามลดความเสี่ยงจากการถือครองดอลลาร์ (De-Dollarization) หลังจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ทำให้รัสเซียสูญเสียเงินทุนสำรองต่างประเทศเกือบครึ่งหนึ่งในปี 2565โดยนักลงทุนสถาบันเองพุ่งความสนใจไปที่ทองคำเช่นกัน สะท้อนจากการที่มีเงินไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ ในช่วงมกราคม-กรกฎาคม รวม 420 ตัน ผลักดันให้การถือครองรวมของ ETF สู่ 3,639 ตัน เมื่อสิ้นกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่สิงหาคม 2563 และเข้าใกล้สถิติเดิมที่ราว 3,915 ตัน ในช่วง 5 ปีก่อนนอกจากนี้ ยังมีสัญญาณเด่นจาก SPDR Gold Trust ที่กลับมาถือครองเกิน 1,000 ตัน เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และซื้อสุทธิในปีนี้กว่า 127.18 ตัน (ข้อมูล วันที่ 23 ก.ย. 2568) ส่งผลให้ภาพรวมตลาดทองคำ มีทั้งจากผู้เล่นภาครัฐ และจากเงินกองทุนที่เข้ามาซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วยกันผลักดันราคาทองคำในตลาดโลกให้ทุบสถิติแล้ว ทุกสถิติอีก4 ปัจจัยดันราคาพุ่ง“วายแอลจี” ได้วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของทองคำยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งมีปัจจัยบวกหลัก 4 ปัจจัย คือ 1.กระแสความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ถูกจับตามากขึ้น หากความเป็นอิสระของเฟดถูกกัดกร่อนจะบั่นทอนสถานะของดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะสกุลเงินสำรองและลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งจะหนุนทองคำปรับตัวขึ้น2. แนวโน้มที่เฟดลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดอกเบี้ยขาลง3. แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งมองว่ากระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ (de-dollarization) เป็นส่วนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเร่งตัวของแรงซื้อทองคำในหมู่ธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2565 – 2567ล่าสุด ธนาคารกลางจีน ( PBOC ) เพิ่มการถือครองทองคำในเดือนสิงหาคม เป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน โดยธนาคารกลางจีน ถือครองทองคำเพิ่มขึ้นอีก 1.87 ตัน สู่ระดับ 2,302.47 ตันเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนทองคำของจีนในเงินทุนสำรองเพิ่มจาก 3.8% เป็นเกือบ 7%และ 4 ปัจจัยสุดท้าย คือ กระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ หลังจากก่อนหน้านี้ กระแสเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน มาปีนี้ กองทุน ETF กลับมาซื้อเพิ่ม โดย ณ วันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา กองทุน ETF ถือครองทองคำเพิ่ม 587.8 ตัน สู่ระดับ 3,7806.6 ตันทองฮอตคนไทยช้อปฉ่ำ“ราคาทองคำ” ที่ทำสถิติใหม่ต่อเนื่องหลายเดือน โดยราคาทองคำในตลาดโลก (Glod spot) นับตั้งแต่ต้นปี 2568 อยู่ที่ระดับ 2,624.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มาทุบสถิติทะลุ 4,000 ดอลลารต่อออนซ์ เมื่อต้นเดือนตุลาคมก่อนที่อ่อนลงมาอยู่ที่ 3,979 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (วันที่ 10 ต.ค.68) หรือปรับเพิ่ม ขึ้นแล้ว 51.3% โดยในรอบนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำ ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัว ขณะที่ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง สร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุน จึงทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่ยังมีความต้องการทันทีขณะเดียวกัน ราคาทองไทยก็ปรับตัวขึ้นตาม ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (WGC) เผยว่าความต้องการทองของผู้บริโภคคนไทย ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สะสมทองแล้ว 20.7 ตัน เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปีก่อน อยู่ที่ 17.1 ตัน หรือความต้องการทองเติบโตที่ 21.4%ดังนั้น การสะสมทองคำของนักลงทุนจึงไม่ได้มุ่งหวังไปที่อัตราผลตอบแทนที่สูงเพียงเดียว แต่ยังพิจารณาถึงแหล่งพักเงินที่มีความปลอดภัย และสามารถลดความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีความผันผวนได้อีกด้วย ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังทำตัวเป็นผู้มีอิทธิต่อเศรษฐกิจโลก การถือทองคำไว้ในมือ จึงเท่ากับลดความเสี่ยงในอนาคตที่ไม่มีความแน่นอนได้
วิกฤติโลกก่อหวอด! ทั่วโลก “ตื่นทอง” ลุ้นแตะ 70,000 บาท
by
Tags: