ศาลยกฟ้อง “อดีตพระพรหมเมธี” คดีทุจริต-ฟอกเงิน ชี้ไร้หลักฐานรู้เห็น แต่สั่งคืน 5 ล้าน

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษายกฟ้องอดีตพระพรหมเมธี ในคดีสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตและฟอกเงิน เหตุพยานหลักฐานไม่ชี้ชัดว่ามีส่วนรู้เห็นหรือเจตนา ขณะเดียวกันสั่งคืนเงิน 5 ล้านบาทศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษายกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี ในคดีที่อัยการฟ้องในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทำความผิดเกี่ยวกับงบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา และข้อหาฟอกเงินศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าในประเด็นข้อหา “ผู้สนับสนุน” ไม่ปรากฏหลักฐานว่าอดีตพระพรหมเมธีมีส่วนเกี่ยวข้อง รับรู้ หรือมีบทบาทในการอนุมัติจัดสรรงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อีกทั้งการเป็นผู้สนับสนุนตามกฎหมาย ต้องเป็นการช่วยเหลือก่อนหรือขณะเกิดการกระทำความผิด แต่กรณีนี้จำเลยได้รับงบประมาณภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่กระทำความผิดแล้ว จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้องในข้อหานี้ส่วนข้อหาฟอกเงิน ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดต้องพิสูจน์ได้ว่าผู้รับโอนทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม คดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความรู้ดังกล่าว อีกทั้งพฤติการณ์เปิดบัญชีโดยระบุวัตถุประสงค์ “ทุนสร้างศาลา” และมีการนำเงินไปก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ของวัด สะท้อนว่าจำเลยเข้าใจว่าเป็นเงินบริจาคเพื่อใช้ในกิจของวัด จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงิน และให้ยกฟ้องในข้อหานี้เช่นกันอย่างไรก็ตาม ในส่วนคดีแพ่ง ศาลเห็นว่าเงินจำนวน 5 ล้านบาทที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอนุมัติให้ เป็นงบประมาณของโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา แต่ถูกนำไปใช้ก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ของวัด ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ จึงมีคำสั่งให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคำพิพากษาดังกล่าวส่งผลให้จำเลยพ้นผิดในคดีอาญาทั้งสองข้อหา แต่ยังคงมีภาระต้องคืนเงินตามคำสั่งในคดีแพ่งต่อไป


Posted

in

by

Tags: