เทคครันช์ (TechCrunch) สื่อด้านเทคโนโลยีและการลุงทนชื่อดังในสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของฮอนด้า (Honda) หลังประกาศการปรับกลยุทธ์การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าใหม่ว่าเป็นการฆ่าอนาคตของบริษัทตัวเอง และยังวิจารณ์เดือดว่าการโทษมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และตลาดจีนเป็นการกลบปัญหาว่าฮอนด้าไม่เคยมีกลยุทธ์การพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ดีตั้งแต่แรก2 อย่างที่ฮอนด้าจะตกขบวนหลังปรับกลยุทธ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฮอนด้าประกาศยุติการพัฒนา Acura RDX ไฟฟ้า และ Honda 0 (ฮอนด้า เซโร่/ซีโร่) ทั้งรุ่นซีดานและเอสยูวี ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ฮอนด้าออกแบบและผลิตขึ้นเองทั้งหมดรุ่นแรกของบริษัท อีกทั้งยังอาจจะหยุดการผลิต โพรล็อก (Prologue) ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐฯ ที่ออกแบบและผลิตโดย GM เกือบทั้งหมดโดยสาเหตุการยกเลิกนั้น ฮอนด้าชี้ว่า มาจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาไม่ได้ขยายตัวมากนัก จากมาตรการภาษี และมาตรการสำหรับรถยนต์สันดาปที่ผ่อนคลายมากขึ้นรวมถึงการทุ่มทุนไปแข่งในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของฮอนด้าในเอเชียโดยเฉพาะจีนทำให้กำไรลดลง เพราะผู้บริโภคหันไปเน้นรถยนต์ที่เน้นซอฟต์แวร์และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ภายในรถ ต่างจากฮอนด้าที่ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ไดนามิกการขับขี่ และพื้นที่ภายในห้องโดยสารแต่ ทิม เดอ แชนท์ (Tim De Chant) ผู้สื่อข่าวอาวุโส ด้านสภาพภูมิอากาศของ TechCrunch ชี้ว่า การโทษสาเหตุจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการแข่งขันจากจีน แม้จะเป็นเป้าหมายที่โจมตีได้ง่าย แต่ที่จริงแล้วบริษัทไม่เคยมีกลยุทธ์ด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ได้ผลตั้งแต่แรกอยู่แล้วและการปรับแก้ 2 ปัจจัย โดยการระงับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และโยกทรัพย์สินและเงินทุนไปพัฒนารถไฮบริด จะทำให้ฮอนด้ากำลังอยู่ในช่วงล้าหลัง ตกกระแสการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดถึง 2 ด้าน พร้อม ๆ กัน ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และรถยนต์ที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicle: SDV)สิ่งแรกที่ฮอนด้าจะตกขบวน: รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทิม เดอ แชนท์ วิเคราะห์ว่า ฮอนด้าอาจใช้แนวทางรอการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มนำระบบมอเตอร์และแบตเตอรี่มาติดตั้งในตัวถังแทนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบสันดาปอย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวจะทำให้ฮอนด้าสูญเสียความสามารถในการออกแบบและพัฒนา ขาดความเข้าใจปัญหาและอุปสรรรคในการสร้างรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เช่นเดียวกับฟอร์ด (Ford) ที่ทำ Mustang Mach E ที่ดัดแปลงจากแพลตฟอร์มรถสันดาป โดยขาดความเข้าใจการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า ส่งผลให้ขาดทุนมหาศาล แม้ว่าจะประสบความสำเร็จด้านยอดขายก็ตามรวมถึงพลาดโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์และห่วงโซ่อุปทานในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และที่สำคัญที่สุด ฮอนด้าจะพลาดโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นที่สำคัญจากลูกค้า ว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่ากับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ฮอนด้าอย่างแท้จริงสิ่งที่ 2 ที่ฮอนด้าจะตกขบวน: รถยนต์ที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ (SDV)ทิม เดอ แชนท์ วิเคราะห์ด้วยว่า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (SDV) ซึ่งสามารถอัปเกรดและปรับปรุงความสามารถรถยนต์ให้ดีขึ้นหลังจากซื้อไปใช้ เช่นรถยนต์ของเทสลา (Tesla) รวมถึงแบรนด์จีนหลายค่าย กำลังจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สองที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์และแม้ว่ารถยนต์ SDV จะไม่จำเป็นต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่การใช้ชิปประมวลผลขั้นสูงและระบบต่าง ๆ ที่ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้รถยนต์ SDV มักใช้พลังงานไฟฟ้าควบคู่กันไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ฮอนด้าที่เลือกเส้นทางไฮบริดและเน้นกำไรระยะสั้น และยังไม่เห็นความคืบหน้าในรถยนต์ SDV อย่างมีนัยยะสำคัญ ก็จะไม่สามารถพัฒนารถยนต์ SDV ได้ด้วยเช่นกันในมุมมองของ ทิม เดอ แชนท์อนาคตของฮอนด้าคือต้องพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของตัวเอง ?ทิม เดอ แชนท์ มองว่า จุดแข็งของแบรนด์ฮอนด้า คือความน่าเชื่อถือและการออกแบบรถมาเพื่อผู้ขับขี่โดยเฉพาะ โดยมีราคาไม่แพง แต่ 2 จุดแข็งหลักนี้กำลังสั่นคลอนด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทั้งราคาเอื้อมถึงได้ และยังสามารถขับขี่ด้วยตัวเองได้มากขึ้นทิม เดอ แชนท์ ใช้รายงานผลประกอบการของฮอนด้าในประเทศจีน ที่ระบุว่า “ฮอนด้าไม่สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่ากว่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหน้าใหม่ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง” ส่งผลให้บริษัทขาดทุนเกือบ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 520,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา เป็นข้อยืนยันบทวิเคราะห์ของตนเองทั้งนี้ เมื่อมองจากมุมมองตลาดสหรัฐอเมริกา คริสโตเฟอร์ ริชเตอร์ นักวิเคราะห์ยานยนต์จาก CLSA ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) ว่า ผู้ผลิตรถยนต์อย่างฮอนด้า ควรจะชะลอการลงทุน EV ตั้งแต่ทรัมป์เริ่มกลับมามีอำนาจอีกครั้งแล้วด้วยซ้ำแต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในบทความของ Reuters เห็นตรงกันว่า ฮอนด้ากำลังเจอปัญหารุนแรงในตลาดรถยนต์จีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกำลังมีสัญญาณว่ารถยนต์ซอฟต์แวร์ หรือ SDV มีทิศทางการเติบโตชัดเจน สวนทางกับฮอนด้าที่ไม่มีความชัดเจนในการพัฒนาเทคโนโลยี SDV ของตัวเองทั้งนี้ ฮอนด้าในปัจจุบันเหลือการพัฒนา SDV ที่ชัดเจนที่สุด คือบริษัทร่วมทุนกับโซนี่ (Sony) ในนามบริษัท Sony Honda Mobility ภายใต้แบรนด์รถอะฟีลา (AFEELA) ที่ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงในการลงทุนเช่นกันข่าวที่เกี่ยวข้องญี่ปุ่นเผยส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ “เสี่ยงสูง” หลังทรัมป์ร้องนานาชาติร่วมปกป้องเมื่อเมืองในจีนจะเป็น 'เขตปลอดขยะ' ภายใน 10 ปีข้างหน้า (ตอนจบ)Air China จ่อกลับมาเปิดเที่ยวบิน “กรุงปักกิ่ง-กรุงเปียงยาง” หลังหยุดไป 6 ปีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกฯ ญี่ปุ่นป่วย ยกเลิกตารางงานทั้งหมดทำไมภาพวิดีโอจากภารกิจทางทหารยังเป็นขาวดำ หรือเพราะเป็นภาพปลอม !?
สื่อสับ “ฮอนด้า” เท EV คือทิ้งอนาคต ในขณะที่ฮอนด้าชี้ EV ตอนนี้ไม่คุ้มทุน – ใช้ไฮบริดนำทัพช่วงเปลี่ยนผ่าน
by
Tags: