เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 แต่สถานการณ์ค่าครองชีพของคนไทยยังไม่เบาลง แม้รายได้และกำลังซื้อจะยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกลับทยอยเพิ่มขึ้น ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง น้ำมัน และค่าไฟฟ้าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลายรายการมีการปรับราคาตามต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ช่วงปลายปียังมีค่าใช้จ่ายที่เตรียมปรับเพิ่มอีก โดยเฉพาะค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา ที่จะเริ่มใช้อัตราใหม่วันที่ 15 ธันวาคม 2569ภาพรวมจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของคนไทยว่า เมื่อรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าและบริการ จะรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างไรMRT ไม่ได้ขึ้นราคา แต่เปลี่ยนโครงสร้างค่าโดยสารหนึ่งในเรื่องที่หลายคนจับตาคือค่าโดยสารรถไฟฟ้า แต่สำหรับ MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการปรับขึ้นราคาแบบเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นการปรับโครงสร้างค่าโดยสารให้สอดคล้องกับเงื่อนไขสัญญาสัมปทานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2569สายสีน้ำเงิน ปรับจากเดิม 17–45 บาท เป็น 17–44 บาท โดยอัตราสูงสุดลดลง 1 บาท เดินทาง 1 สถานีอยู่ที่ 17 บาท และตั้งแต่ 12 สถานีขึ้นไปอยู่ที่ 44 บาทส่วนสายสีม่วง ปรับโครงสร้างเป็น 14–42 บาท จากเดิมที่มีการตรึงค่าโดยสารไว้ที่ 16–20 บาทตามนโยบายรัฐบาลอย่างไรก็ตาม ยังมีมาตรการค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสายสำหรับรถไฟฟ้า 13 เส้นทาง จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยผู้ใช้บริการต้องลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐเพื่อรับสิทธิ หากไม่ได้ลงทะเบียนจะต้องจ่ายตามอัตราค่าโดยสารปกติเรือโดยสารขยับราคา หลังต้นทุนน้ำมันเพิ่มผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการเดินทางบนถนน แต่ลามมาถึงการเดินทางทางน้ำด้วยตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 ค่าโดยสารเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา 4 เส้นทางหลัก ปรับจาก 4.50 บาท เป็น 6 บาทต่อเที่ยว เพิ่มขึ้น 1.50 บาท ขณะที่เรือด่วนเจ้าพระยาปรับขึ้น 2 บาทในแต่ละประเภท เช่น เรือธงส้มจาก 16 บาท เป็น 18 บาท เรือธงเหลืองจาก 21 บาท เป็น 23 บาท และเรือธงแดงจาก 30 บาท เป็น 32 บาทสำหรับคนที่ต้องใช้บริการเป็นประจำ ค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นเพียงเที่ยวละไม่กี่บาท เมื่อสะสมเป็นรายวันและรายเดือน ก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายอีกก้อนที่ต้องรับภาระรถโดยสารระหว่างจังหวัดและค่าขนส่ง ถูกดันขึ้นตามต้นทุนต้นทุนน้ำมันยังส่งผลต่อการเดินทางระหว่างจังหวัด โดยคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าโดยสารรถสาธารณะระหว่างเมืองในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมารถโดยสารประจำทางและรถทัวร์ระหว่างเมือง ปรับขึ้น 5 บาทต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ส่วนรถตู้โดยสารระหว่างเมืองปรับขึ้น 2 บาทต่อ 100 กิโลเมตรขณะที่ล่าสุดในเดือนกันยายน 2569 มีการปรับอัตราสำหรับรถโดยสารประจำทางหมวด 2 หรือเส้นทางกรุงเทพฯ–ต่างจังหวัด เพิ่มอีก 3 สตางค์ต่อกิโลเมตร โดยเริ่มวันที่ 15 กันยายน 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่ค่าเดินทางของคนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ค่าขนส่งพัสดุและสินค้าก็ทยอยเพิ่มขึ้นตามต้นทุนเช่นกัน เมื่อค่าขนส่งสูงขึ้น ต้นทุนของผู้ประกอบการก็เพิ่ม และท้ายที่สุดอาจถูกส่งต่อมายังราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายอาหารจานเดียวขึ้นราคา 523 รายการ กินเหมือนเดิม แต่จ่ายมากกว่าเดิมอีกเรื่องที่คนไทยสัมผัสได้โดยตรงคือราคาอาหารข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ช่วงเดือนเมษายน–สิงหาคม 2569 มีอาหารจานเดียวปรับราคาแล้ว 523 รายการ จากทั้งหมด 1,544 รายการที่ติดตาม หรือคิดเป็น 33.87%เมนูที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ทั้งข้าวกะเพรา ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ข้าวผัด ข้าวหมูแดง ส้มตำ และราดหน้า มีการปรับขึ้นประมาณ 5–10 บาทต่อจาน โดยหลายรายการขยับจาก 40 บาทเป็น 50 บาท หรือจาก 50 บาทเป็น 60 บาทสำหรับคนที่กินอาหารนอกบ้านเป็นประจำ การเพิ่มขึ้นครั้งละ 5–10 บาทอาจดูไม่มาก แต่เมื่อรวมเป็นค่าใช้จ่ายทุกวันและตลอดทั้งเดือน ก็กลายเป็นภาระที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเบื้องหลังการขึ้นราคาไม่ได้มีเพียงต้นทุนวัตถุดิบ แต่ยังมีทั้งราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ราคาผัก เนื้อสัตว์ ไข่ และต้นทุนพลังงานที่ใช้ประกอบอาหาร เมื่อแต่ละต้นทุนขยับขึ้น ราคาที่ปลายทางจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วยน้ำมัน ค่าไฟ และวัตถุดิบอาหาร ดันต้นทุนทั้งระบบข้อมูล สนค. เดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 14.12% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ค่าโดยสารสาธารณะในหมวดที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.23% และหมวดพาหนะและการขนส่งโดยรวมเพิ่มขึ้น 4.44%ด้านค่าไฟฟ้า ช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 มีการปรับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย จาก 3.88 บาท เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ตามการปรับค่าเอฟทีส่วนราคาผักสดในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 7.42% ไข่และผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้น 5.16% และอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 3.72%เมื่อหลายต้นทุนขยับพร้อมกัน จึงไม่ได้กระทบเพียงค่าใช้จ่ายรายการใดรายการหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ทั้งการผลิต การขนส่ง การค้าขาย และราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายปลายปียังมีอีก! ค่าทางด่วนประจิมรัถยา เตรียมปรับ 15–35 บาทและอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่กำลังรออยู่ในช่วงปลายปี คือค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางด่วนศรีรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ซึ่งจะเริ่มใช้อัตราใหม่ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2569อัตราใหม่แบ่งตามประเภทรถ ได้แก่รถยนต์ 4 ล้อ จาก 65 บาท เป็น 80 บาท เพิ่ม 15 บาทรถยนต์ 6–10 ล้อ จาก 105 บาท เป็น 130 บาท เพิ่ม 25 บาทรถยนต์เกิน 10 ล้อ จาก 150 บาท เป็น 185 บาท เพิ่ม 35 บาทการปรับอัตราค่าผ่านทางเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานที่กำหนดให้มีการปรับทุก 5 ปี ขณะที่ผลกระทบที่หลายฝ่ายจับตาคือ หากต้นทุนการเดินทางและขนส่งเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการอาจต้องนำต้นทุนดังกล่าวไปคำนวณในราคาสินค้าและบริการเงินในกระเป๋าโตไม่ทันค่าครองชีพภาพของค่าครองชีพในปี 2569 จึงไม่ได้อยู่ที่ราคาสินค้ารายการใดรายการหนึ่ง แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่อาหาร การเดินทาง น้ำมัน ค่าไฟ ไปจนถึงค่าขนส่งสำหรับผู้บริโภค สิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนเป็นประโยคง่ายๆ ว่า กินเท่าเดิม เดินทางเท่าเดิม แต่ต้องใช้เงินมากกว่าเดิมเมื่อค่าใช้จ่ายหลายรายการทยอยเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้และกำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าราคาอะไรจะขึ้นอีก แต่คือคนไทยจะต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อให้เงินในกระเป๋าเพียงพอกับค่าครองชีพที่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ
ส่อง ‘ค่าครองชีพคนไทย’ ปี’69 หลังอาหารจานเดียว-ทางด่วนจ่อขึ้นราคา
by
Tags: