หมอดัง เผยจุดสำคัญ คดีแอร์สาวถูกจับ อย่าเพิ่งโฟกัสแค่ผู้ต้องหา

กรณีแอร์โฮสเตสการบินไทยวัย 26 ปี ถูกจับพร้อมเฮโรอีนที่ประเทศออสเตรเลีย ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนพ.ธนีย์ ธนียวัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และเวชบำบัดวิกฤต เจ้าของเพจ "Doctor Tany" ออกมาแสดงความคิดเห็น พร้อมชี้ว่าประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงแค่ "คนถือกระเป๋า" แต่ควรมองไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังของขบวนการทั้งหมดนพ.ธนีย์ ระบุว่า แอร์การบินไทยถูกจับพร้อมเฮโรอีนที่ออสเตรเลีย สิ่งที่เราควรมอง อาจไม่ใช่แค่คนถือกระเป๋า หลายคนน่าจะเห็นข่าวใหญ่ที่กำลังถูกพูดถึง คือกรณีพนักงานต้อนรับของสายการบินไทยอายุ 26 ปี ถูกจับที่ประเทศออสเตรเลีย หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีน เกือบ 1 กิโลกรัม ซ่อนอยู่ในกระเป๋าที่เธอนำเข้าประเทศแคดีนี้ถือว่าร้ายแรงมาก เพราะกฎหมายของออสเตรเลียเกี่ยวกับยาเสพติดเข้มงวด และโทษอาจสูงถึงจำคุก 25 ปีแต่ก่อนจะวิจารณ์หรือรีบตัดสินใคร ผมคิดว่าเราควรมองเรื่องนี้อย่างมีเหตุผลก่อน สิ่งแรกที่ต้องย้ำคือ ตอนนี้ยังไม่มีคำพิพากษา ดังนั้นยังไม่มีใครบอกได้ว่าเธอรู้เห็นกับการขนยาเสพติด หรือเป็นคนที่ถูกหลอกให้รับของมาโดยไม่รู้ว่าข้างในซ่อนอะไรอยู่ ทุกอย่างต้องรอผลการสอบสวนและพยานหลักฐานจากข้อมูลที่เปิดเผย เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียใช้สุนัขดมกลิ่นตรวจพบเฮโรอีนที่ซ่อนอยู่ในซับในของกระเป๋าสะพายจำนวน 12 ใบ น้ำหนักรวมมากกว่า 1 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 11 ล้านบาทหลายคนตั้งคำถามว่า "เงินเดือนแอร์ไม่พอใช้ ?"ผมคิดว่าไม่ควรรีบสรุปแบบนั้น เพราะต่อให้เงินเดือนดี ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่มีปัญหาทางการเงิน บางคนอาจมีหนี้สินที่คนรอบตัวไม่รู้ บางคนอาจถูกหลอกโดยคนที่ไว้ใจ บางคนอาจถูกข่มขู่ หรือบางคนอาจเกี่ยวข้องจริง ทุกความเป็นไปได้ยังเปิดอยู่ทั้งนั้น จนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุดหลายคนถามทันทีว่า "เป็นแอร์ ทำไมไม่ตรวจของก่อนรับหิ้ว ?"คำถามนี้ไม่ผิดครับ เพราะการรับของจากคนอื่นโดยไม่ตรวจถือว่าเสี่ยงมาก แต่ลองคิดกลับกัน ถ้าคุณเป็นขบวนการค้ายาเสพติด คุณจะซ่อนของแบบที่คนเปิดดูก็เจอเลยหรือไม่ ? แน่นอนว่าไม่คนที่ทำเรื่องแบบนี้ย่อมพยายามซ่อนให้แนบเนียนที่สุด เพราะหากเจ้าของกระเป๋าเปิดดูแล้วเจอ แผนทั้งหมดก็พังทันที ดังนั้น การที่ยาเสพติดถูกซ่อนอยู่ในซับในกระเป๋า และสุดท้ายต้องอาศัยสุนัขดมกลิ่นของเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ผู้ถือกระเป๋าจะต้องรู้เห็นเสมอไปในขณะเดียวกัน ก็ยังสรุปไม่ได้เช่นกันว่าเธอไม่รู้ ทั้งสองความเป็นไปได้ยังเปิดอยู่ หน้าที่ของตำรวจและศาล คือการหาคำตอบจากหลักฐานไม่ใช่จากความรู้สึกของสังคมอีกประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญมาก คือหลายคนกำลังโฟกัสอยู่ที่ผู้หญิงคนนี้เพียงคนเดียว แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ใครเป็นคนอยู่เบื้องหลัง ใครเป็นคนจัดหายา ใครดัดแปลงกระเป๋า ใครนำกระเป๋ามาฝาก ใครจะเป็นคนรับของที่ออสเตรเลีย และมีคนในเครือข่ายอีกกี่คน ถ้าจับได้แค่คนถือกระเป๋า แต่ขบวนการค้ายาเสพติดยังทำงานต่อได้ ปัญหาก็จะไม่จบหลายคนสงสัยอีกว่า ทำไมต้องเป็นออสเตรเลีย ?คำตอบคือ ออสเตรเลียเป็นประเทศที่นำยาเสพติดเข้าได้ยาก เพราะเป็นประเทศเกาะ มีด่านตรวจเข้มงวด และการลักลอบนำเข้าทำได้ผ่านเรือหรือเครื่องบินเป็นหลัก แต่ในทางกลับกัน หากสามารถนำเข้าไปได้สำเร็จ ราคาของยาเสพติดจะสูงมาก ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดยอมเสี่ยง เพราะผลกำไรสูงหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียจะไม่ได้สอบสวนแค่ผู้ต้องหาเท่านั้น แต่จะตรวจสอบทุกอย่าง ตั้งแต่เส้นทางการเงิน โทรศัพท์ แชต กล้องวงจรปิด คนที่นำของมาฝาก คนที่มารอรับของ รวมถึงประสานกับทางการไทยและสายการบิน เพื่อดูว่ามีใครเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ในส่วนของประเทศไทย สิ่งที่ควรทำคือให้ความช่วยเหลือตามสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาทนาย ล่าม และการประสานงานผ่านสถานทูต เพื่อให้ผู้ต้องหาได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการกฎหมายสุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแอร์ นักธุรกิจ หรือคนที่เดินทางต่างประเทศเป็นประจำ อย่ารับหิ้วของจากใคร หากเราไม่มั่นใจว่ารู้ที่มาที่ไปของสิ่งนั้นจริง ๆเพราะเพียงความไว้ใจเพียงครั้งเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตได้ สุดท้ายนี้ผมก็เป็นกำลังใจให้คนที่เกี่ยวข้องด้วยกันนะครับขอบคุณ Doctor Tany


Posted

in

by

Tags: