อดีตวิศวกร “OpenAI-Anthropic” ประกาศลาออก พร้อมเตือนภัย AI พัฒนาไกลเกินควบคุม

เบื้องหลังสมองกลอันชาญฉลาดคือการเดิมพันด้วยชีวิตมนุษย์ ล่าสุด “Jacob Coxon” นักวิจัยระดับแนวหน้าที่ยอมลาออกจากสองยักษ์ใหญ่ AI เผยคำเตือนสุดระทึกว่า เทคโนโลยีนี้กำลังเร่งสปีดจนเกินควบคุม และอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติในเร็ววันตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เจค็อบ โคซอน (Jacob Coxon) นักวิจัยวัย 27 ปี ได้มีส่วนสำคัญในการฝึกฝนและพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทรงพลังที่สุดในโลก ทั้งที่โอเพนเอไอ (OpenAI) และแอนโทรปิก (Anthropic) แต่ในวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เขากลับตัดสินใจเดินหันหลังให้วงการ ประกาศลาออกจากแอนโทรปิก (Anthropic) พร้อมส่งข้อความเตือนภัยระดับโลกลงบนแพลตฟอร์ม เอ็กซ์ (X) จนข้อความของเขากลายเป็นกระแสไวรัลที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 130 ล้านครั้งสาเหตุที่เขาออกมาพูดแบบนี้ เนื่องจากเขามองว่าทั้งสองบริษัท นั่นคือ โอเพนเอไอ (OpenAI) และ แอนโทรปิก (Anthropic) กำลังเร่งพัฒนา AI มากเกินไปแบบไร้ความรับผิดชอบจนควบคุมไม่ได้ และเตือนว่าการพัฒนา ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ (Superintelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความอัจฉริยะ ทำงานได้เหนือกว่าความคิดของมนุษย์ที่เก่งที่สุดในทุกสาขา รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ภูมิปัญญาทั่วไป และทักษะสังคม อาจจะพัฒนาไปไกล เกินกว่าจะควบคุมได้แล้วเขามองว่าที่ผ่านมา มีสัญญาณอันตรายให้เห็นหลายอย่าง เช่น การที่ AI แก้โจทย์คณิตศาสตร์ระดับโลกได้เอง โดยเป็นผลงานของโอเพนเอไอ (OpenAI) ที่อ้างว่าสามารถแก้ปัญหา สมการนาเวียร์–สโตกส์ (Navier–Stokes equations) คือ ชุดสมการทางคณิตศาสตร์ที่ใช้อธิบายการเคลื่อนที่ของของไหล และเป็นหนึ่งในเจ็ดโจทย์คณิตศาสตร์แห่งสหัสวรรษ ด้วยการใช้ Agent ร่วม 10,000 ตัวทำงานร่วมกันในเวลา 88 ชั่วโมงซึ่งหากแนวโน้มนี้ขยายตัวไปสู่การวิจัย AI ด้วยกันเอง เจค็อบ โคซอน (Jacob Coxon) กลัวว่ามันจะเกิดวงจรป้อนกลับ (Feedback Loop) หรือกระบวนการที่ผลลัพธ์ของระบบถูกนำกลับมาเป็นข้อมูลหรือปัจจัยนำเข้า ที่เร่งความเร็วในการพัฒนาขึ้นไปอีกแบบทวีคูณนอกจากนี้เขายังพูดถึงเหตุการณ์ที่โมเดลของ โอเพนเอไอ (OpenAI) หลุดจากระบบกั้นและแฮกบริษัท ฮักกิง เฟซ (Hugging Face) โดยโมเดล AI สามารถทะลุระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้กั้นควบคุม และเข้าไปแฮกระบบของบริษัท AI อื่นเพื่อโกงการทดสอบด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาเรื่องการควบคุม AI ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข และชี้ให้เห็นว่าภัยคุกคามจากการที่ AI หลุดจากการควบคุมของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวต่อไปซึ่งสิ่งที่ทำให้ เจค็อบ โคซอน (Jacob Coxon) ตัดสินใจลาออก ไม่ใช่เพราะการค้นพบกะทันหันเพียงเรื่องเดียว แต่เกิดจากข้อสรุป 2 ข้อที่เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ หนึ่ง ทุกอย่างกำลังเร่งสปีดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสอง คือ พวกเขาไม่สามารถควบคุมมันได้อีกต่อไป และภาพในหนังไซไฟที่ AI หลุดจากการควบคุมของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มันคือเส้นทางหลักที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากยังไม่มีใครลงมือทำอะไรโดยสื่อต่างประเทศ ไทมส์ (Times) วิเคราะห์ว่าการลาออกของ เจค็อบ โคซอน (Jacob Coxon) เป็นกระแสที่น่าสนใจ เนื่องจากปกติแล้วผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาเตือนภัยด้าน AI มักจะอยู่ในทีมดูแลความปลอดภัย แต่เขาคนนี้ คือคนที่ลงมือสร้างความสามารถของ AI โดยตรงในขั้นตอนก่อนการฝึกฝน (Pre training) ดังนั้นความกังวลของเขาจึงสะท้อนให้เห็นว่า ความกลัวเรื่องความเร็วในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ได้ขยายวงกว้างเกินกว่าแค่ทีมที่ดูแลความปลอดภัยแล้วหลังจากโพสต์ของเขากลายเป็นกระแส ก็มีเสียงตอบรับทั้งฝั่งที่สนับสนุนและฝั่งที่ไม่เห็นด้วย โดยมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ได้นำเรื่องนี้ไปอ้างอิง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำกับดูแล ในขณะที่นักข่าวเทคโนโลยีบางส่วนมองว่า เป็นการโพสต์เรียกร้องความสนใจสไตล์ ดูมเมอร์ (Doomer) หรือกลุ่มคนที่มองโลกในแง่ร้ายว่า AI จะทำลายโลก ซึ่งตัวโคซอนตอบกลับว่าเป็นแนวคิดที่ไร้สาระทั้งนี้เขาได้แนะนำทางออกในเบื้องต้นด้วยการเสนอว่า บริษัท AI ชั้นนำ ควรร่วมมือกันตกลงที่จะไม่เร่งกระบวนการ Recursive Self-Improvement หรือการใช้โมเดลทรงพลังภายในองค์กรมาช่วยเร่งพัฒนา AI รุ่นถัดไป และตัวเขาเองตั้งใจที่จะเบนเข็มมาทำงานด้านการสื่อสารเพื่อให้ผู้คนตระหนักและมองเห็นภาพว่า โลกของเราจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรในอนาคตอันใกล้นี้ หากเทคโนโลยีนี้ยังคงโตอย่างก้าวกระโดดโดยไร้การควบคุมข่าวที่เกี่ยวข้องสำรวจอาชีพที่ตลาดยังต้องการตัวในอีก 10 ปีข้างหน้า“ศุภชัย” ชู 5 เสาหลักสร้างอนาคตไทย เปลี่ยนความผันผวนสู่โอกาสAI จุดชนวนเมกะดีล Nvidia ซื้อแพลตฟอร์ม ยักษ์พลังงานเร่งควบรวมพลิกโจทย์ประเทศไทย สู่ "AI Ecosystem" ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจOpenAI เปิดตัว GPT-6 Astra โมเดลฉลาดที่สุดในโลก นำทางก้าวสู่ยุค AGI


Posted

in

by

Tags: