อย่าหาว่าน้าสอน! เปิดมุมมอง “น้าเน็ก” คนวัย 50+ อยากบอกอะไร?

“น้าเน็ก” เปิดมุมมองวัย 50+ จาก “มีเยอะเท่ากับดี” สู่บทเรียนว่า คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณหลายคนรู้จัก “น้าเน็ก” หรือ เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุทธยา ในฐานะพิธีกร นักจัดรายการ และคนที่มักถูกมองว่าเป็น “กูรูด้านความรัก” จากรายการ “อย่าหาว่าน้าสอน” แต่ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีในวงการบันเทิง น้าเน็กผ่านบทบาทและเรื่องราวมาแล้วหลากหลายรูปแบบวันนี้ในวัย 50+ น้าเน็กกลับมองชีวิตต่างออกไป โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เงิน การใช้ชีวิต และสิ่งที่เราเลือกให้ความสำคัญ จากคนที่เคยเดินตามสเต็ปของวัยและให้ความสำคัญกับสิ่งที่จับต้องได้ ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง เสื้อผ้า รถยนต์ บ้าน หรือคอนโดและเคยเชื่อว่า “มีมากเท่ากับดี” เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า สิ่งสำคัญของชีวิตอาจไม่ใช่การมีให้มากที่สุด แต่คือการมีสิ่งที่มี “คุณภาพ” และตอบโจทย์ชีวิตจริงมากที่สุดน้าเน็กเปิดเผยถึงมุมมองเหล่านี้ในรายการ The Mid Point ของ PPTV Wealth ซึ่งชวนพูดคุยถึงชีวิตในวัย 50+ กับการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง รวมถึงบทเรียนจากประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาน้าเน็กเล่าว่า เมื่ออายุน้อย ตัวเองก็เคยเดินตามสเต็ปของวัยเช่นเดียวกับคนทั่วไป คือมองว่าการมีทรัพย์สินและสิ่งของต่างๆ มากขึ้นเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความสำเร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า หลายสิ่งไม่ได้จำเป็นต้องมีจำนวนมาก เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงๆ คือการเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์และมีคุณภาพกับชีวิตตัวอย่างที่น้าเน็กยกขึ้นมาคือเรื่องรถยนต์ จากที่เคยมีรถหลายคัน เมื่ออายุมากขึ้นกลับมองว่าการมีรถน้อยที่สุด หรือมีเพียงคันเดียวที่สามารถตอบโจทย์ทุกอย่างได้ ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะใช้เข้าป่า เดินทางต่างจังหวัด ไปงานโรงแรม ขนของ หรือใช้ทำงาน หากรถคันเดียวสามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้ครบ ก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายคันเพราะนอกจากค่าซื้อรถแล้ว การมีรถหลายคันยังมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งค่าที่จอดและค่าดูแลรักษา ซึ่งเมื่อมองในมุมของชีวิตแล้ว หากสิ่งหนึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ครบ ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเพียงเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเอง “มีมาก”แนวคิดเดียวกันยังถูกนำมาใช้กับเรื่องความสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย การมีเพื่อนเยอะ มีกลุ่มใหญ่ หรือมีคนพูดคุยด้วยหลายคน อาจทำให้รู้สึกว่าเป็นคนฮอตและเป็นที่นิยม แต่เมื่อโตขึ้นกลับพบว่า ไม่จำเป็นต้องมีคนจำนวนมาก เพื่อนที่สามารถใช้เวลาและเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันก็ไม่จำเป็นต้องมีเยอะแม้แต่ความสัมพันธ์กับคนรัก น้าเน็กมองว่า หากเจอคนที่ใช่จริงๆ เพียงคนเดียวก็เพียงพอสิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “การมีเยอะ” เป็นเรื่องไม่ดี แต่เมื่อผ่านประสบการณ์มากขึ้น น้าเน็กกลับให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” เพราะไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน รถยนต์ หรือความสัมพันธ์ หากมีมากแต่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้ชีวิต ก็อาจไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นตามจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อเพราะอยากมี สู่การถามว่า “ได้ประโยชน์อะไร”แนวคิดเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณยังสะท้อนถึงวิธีที่น้าเน็กใช้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิต เมื่อก่อนอาจมีบางช่วงที่เห็นสิ่งของแล้วรู้สึกว่าอยากได้ หรือมองว่าการมีสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ แต่เมื่ออายุมากขึ้น คำถามที่สำคัญกว่ากลับกลายเป็นว่า “สิ่งนี้มีประโยชน์อะไรกับชีวิต”เช่นเดียวกับการเลือกเรียนหลักสูตรต่างๆ หากเป็นความรู้ที่มีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้ก็เรียน แต่หากเป็นเพียงเรื่องคอนเนกชัน การพบปะผู้คน หรือการเข้าสังคม ก็อาจไม่จำเป็น เพราะมองว่าความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในชีวิตก็เพียงพอแล้วสิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่เพียงจำนวนสิ่งของที่มี แต่เป็นวิธีคิดเบื้องหลังการใช้เงินและการเลือกใช้ทรัพยากรของตัวเองท้ายที่สุด น้าเน็กมองว่าสิ่งที่ต้องค่อยๆปล่อยออกจากชีวิตมีทั้ง “อีโก้” และ “ปริมาณ” เพราะเมื่ออายุมากขึ้น หลายครั้งเราไม่ได้ต้องการมีทุกอย่างมากขึ้น แต่กลับต้องการเหลือไว้เฉพาะสิ่งที่มีความหมายและมีคุณค่ากับชีวิตจริงๆMidlife Crisis กับคำถามว่า “กูทำอะไรของกูอยู่”มุมมองเรื่องเงินและการใช้ชีวิตของน้าเน็กไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อยๆเปลี่ยนผ่านประสบการณ์ในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะช่วงวัย 40 กลางๆ ที่เคยเข้าสู่ภาวะ Midlife Crisis และเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตอย่างจริงจังน้าเน็กเล่าว่า ช่วงหนึ่งเคยตั้งคำถามกับการทำงานและชีวิตประจำวันว่า “กูทำอะไรของกูอยู่” พร้อมกับเริ่มสงสัยว่า สิ่งที่ตัวเองทำอยู่ทุกวันคือสิ่งที่ต้องการจริงๆ หรือไม่ช่วงนั้นยังเกิดคำถามเกี่ยวกับ “อิสรภาพ” ว่าแท้จริงแล้วอิสรภาพคืออะไร และการที่เราสามารถพูดว่า “ใช่” หรือ “ไม่” กับเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้ ถือเป็นอิสรภาพหรือไม่ในช่วงที่กำลังตั้งคำถามกับตัวเอง น้าเน็กเคยใช้เงินอย่างสุดโต่งจากเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อมีคนพูดว่า “ทำงานหนักขนาดนี้ก็ควรมีเวลาใช้เงินบ้าง“ น้าเน็กจึงเข้าไปในร้านรองเท้าและบอกพนักงานว่า “Number 10, take them all” ก่อนจะซื้อรองเท้าออกมาจำนวนมากแต่เมื่อกลับมามองรองเท้าที่ซื้อมาเป็นกอง กลับพบว่าหลายคู่ไม่ได้ใส่ และบางคู่ก็ไม่ได้สวยด้วยซ้ำ จึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่ประมาณครึ่งปีต่อมา น้าเน็กจึงสุดโต่งไปอีกทาง ด้วยการขายรองเท้าและนำเงินไปบริจาคหรือช่วยเหลือหมาแมว ก่อนจะกลับมาคิดได้ว่า จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องไปสุดโต่งขนาดนั้น เพราะสามารถขายรองเท้าแล้วเก็บเงินไว้ก็ได้ประสบการณ์นี้ทำให้น้าเน็กมองว่า การใช้ชีวิตไม่จำเป็นต้องอยู่สุดขั้วระหว่าง “มีเยอะ” กับ “ไม่เอาอะไรเลย” แต่ควรกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่เรามีหรือใช้เงินไปนั้นสร้างคุณค่าให้ชีวิตจริงหรือไม่และ Midlife Crisis เองก็อาจไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาที่ชีวิตมีปัญหา แต่อาจเป็นจุดที่สิ่งต่างๆ ซึ่งสะสมอยู่ในชีวิต ทั้งเรื่องดี เรื่องไม่ดี ความคิด ความคาดหวัง หรือความเหนื่อยล้า ถูกนำกลับมาทบทวนพร้อมกัน บางครั้งอาจไม่ได้มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่อาจเป็นเพียงช่วงที่จิตใจต้องการหยุดนิ่งและกลับมาสำรวจตัวเองดูแลพ่อแม่ แต่อย่าลืมสร้างความมั่นคงให้ตัวเองเมื่อถูกถามถึงกรณีที่พ่อแม่แก่ตัวลง มีรายได้ไม่มั่นคง ขณะที่ลูกวัย 30 กว่าก็ต้องสร้างอนาคตของตัวเอง น้าเน็กมองว่า หากเรายังไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอด ก็ไม่ควรรีบเข้าไปช่วยคนอื่นพร้อมเปรียบเหมือนคนกำลังจมน้ำ หากตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ก็อาจไม่สามารถช่วยคนอื่นได้ เช่นเดียวกับหลักการบนเครื่องบินที่ต้องใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อน แล้วจึงช่วยคนข้างๆสำหรับน้าเน็กเอง เขาเลือกดูแลแม่ในระดับที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองทำได้ เพราะมองว่าแม่เคยดูแลเขามา จึงอยากดูแลกลับอย่างเต็มที่แต่ในกรณีที่ใครมีพ่อแม่ที่ทำร้ายหรือทำให้เกิดบาดแผลอย่างรุนแรง น้าเน็กไม่ได้มองว่าคนคนนั้นจำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือถูกบังคับให้ต้องดูแลเสมอไป เพราะบางความสัมพันธ์อาจจำเป็นต้องตัดออกเพื่อรักษาตัวเองยิ่งอายุมาก ยิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ได้รู้ทุกเรื่องอีกบทเรียนที่น้าเน็กค้นพบเมื่ออายุมากขึ้นคือเรื่อง “อีโก้” และการยอมรับว่าตัวเองไม่ได้รู้ทุกเรื่องที่ผ่านมา น้าเน็กเป็นคนอ่านหนังสือจำนวนมาก และลักษณะงานก็ทำให้ต้องมีความรู้เพื่อพูดคุย อธิบาย หรือสอนคนอื่น จึงเคยมีความรู้สึกว่าตัวเองรู้อะไรหลายอย่างแต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า “ความรู้ไม่ใช่ปัญญา” และการที่เรารู้เรื่องหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องอธิบายเรื่องนั้นให้ทุกคนฟังอีกเรื่องที่ทำให้กลับมาทบทวนตัวเองคือการที่เคยอธิบายเรื่องต่างๆให้คนอื่นฟังเป็นเวลานาน โดยไม่ได้ถามเลยว่าอีกฝ่ายต้องการฟังหรือไม่ จึงเริ่มเปลี่ยนตัวเองให้พูดน้อยลงและฟังมากขึ้นน้าเน็กไม่ได้บอกว่าตัวเองกลายเป็นคนดีขึ้น แต่เลือกอธิบายว่า ตัวเองเพียงแค่ “เฮงซวยน้อยลงเรื่อยๆ”วัย 50+ ก็ยังต้องเรียนรู้ และ AI คือสิ่งที่น้าเน็กเลือกเปิดรับแม้จะเข้าสู่วัย 50+ น้าเน็กกลับไม่ได้มองว่าตัวเองควรหยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่กลับเห็นว่าการเรียนรู้ยังเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไปตัวอย่างชัดเจนคือ AI ซึ่งน้าเน็กเริ่มเรียนรู้ในวัย 53 ปี เพราะมองว่า AI เป็นหนึ่งใน Mega Trend ที่กำลังเปลี่ยนโลก และไม่มีเหตุผลที่คนอายุมากจะปฏิเสธสิ่งใหม่เพียงเพราะตัวเองไม่คุ้นเคยน้าเน็กมองว่า หากคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่มีความรู้ด้าน AI ในระดับใกล้เคียงกัน คนที่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าอาจมีข้อได้เปรียบในบางเรื่อง เพราะสามารถรู้ว่าจะสั่งหรืออธิบายสิ่งที่ต้องการอย่างไรดังนั้น การไม่เข้าใจสิ่งใหม่จึงไม่ควรเป็นเหตุผลที่จะปฏิเสธมัน เพราะมนุษย์มักกลัวหรือไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจจาก Generation Gap สู่การเป็น “มนุษย์ของปัจจุบัน”น้าเน็กมองว่าตัวเองโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน และพยายามเป็น “มนุษย์ของปัจจุบัน” มากกว่าการติดอยู่กับอดีตจากการทำงานเป็น Guest Speaker ให้กับบริษัท ร้านค้า และองค์กรต่างๆ น้าเน็กพบว่า ประเด็นประมาณ 90% ที่ได้รับเชิญไปพูดมักเกี่ยวข้องกับ Generation Gap เพราะแต่ละคนมีมุมมองต่อโลกจากประสบการณ์ของตัวเองคนรุ่นเก่าอาจมองสิ่งต่างๆผ่านคำว่า “สมัยนี้” ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็อาจมองผ่านคำว่า “ยุคของฉัน” แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครเป็นเจ้าของยุคใดยุคหนึ่ง เพราะทุกคนต่างกำลังใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันเหมือนกัน“อย่าหาว่าน้าสอน” จากคนพูด กลายเป็นพื้นที่ที่น้าเน็กได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาประมาณ 8 ปีของ “อย่าหาว่าน้าสอน” จากรายการที่เริ่มต้นคล้าย Open Mic ให้คนโทรเข้ามาพูดคุยเรื่องอะไรก็ได้ คำถามที่เข้ามากลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนน้าเน็กต้องกลับไปค้นคว้าทั้งสังคมศาสตร์ จิตวิทยา ปรัชญา และกระแสสังคมต่างๆน้าเน็กมองว่าตัวเองเป็นเหมือนร้านขายของชำทางความรู้ ที่หยิบเรื่องต่างๆมาวางให้คนฟังเลือกนำไปใช้กับชีวิตตัวเองโดยเฉพาะเรื่องความรัก ซึ่งในเวลาต่อมาประมาณ 80–90% ของคำถามในรายการกลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ทั้งการอกหัก มูฟออนไม่ได้ การถูกนอกใจ หรือการถูก Ghosting จนทำให้คนจำนวนมากเรียกน้าเน็กว่าเป็น “Love Guru” แม้เจ้าตัวจะไม่ได้มองตัวเองเช่นนั้นน้าเน็กยังมองว่า คนเราไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวัยเกษียณจึงจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้ หากตอนอายุ 30 รู้ว่าตัวเองกำลังเดินผิดทาง ก็สามารถหันกลับได้ ไม่จำเป็นต้องรอถึงอายุ 60สำหรับน้าเน็กเอง แม้จะอยู่ในวัย 50+ แต่ก็ยังถามตัวเองอยู่เสมอว่า มีอะไรอีกไหมที่ตัวเองสามารถเป็นได้“ความหมายของชีวิต คือการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย”ท้ายที่สุด เมื่อบทสนทนาเดินทางกลับมาสู่คำถามใหญ่ที่สุด น้าเน็กชอบประโยคที่ว่า “ความหมายของชีวิต คือการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย”เพราะชีวิตที่มีความหมายอาจไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือได้รับการยอมรับจากคนอื่น แต่อาจเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้น้าเน็กยอมรับว่า เมื่อย้อนกลับไปมองตัวเองในอดีต ก็มีทั้งคำพูด การกระทำ หรือเสื้อผ้าบางอย่างที่วันนี้รู้สึกอาย แต่ในเวลานั้นสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่ตัวเองอยากทำและอยากเป็นจึงไม่จำเป็นต้องลบอดีตทิ้งทั้งหมด เพราะมันคือส่วนหนึ่งของเส้นทางที่ทำให้กลายเป็นตัวเองในวันนี้เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงวัย 50+ สิ่งที่น้าเน็กไม่ได้บอกว่าตัวเองทำได้ดีขึ้นทุกเรื่อง แต่เลือกมองว่าตัวเองเพียง “แย่น้อยลง” ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังสามารถเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงได้เพราะสำหรับคนจำนวนมาก เป้าหมายในชีวิตอาจถูกผูกไว้กับภาระทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เลี้ยงลูก ส่งลูกเรียน หรือรอวันที่ลูกเรียนจบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำแต่คำถามที่น้าเน็กชวนกลับมามอง อาจอยู่ลึกกว่านั้นว่า แล้วเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตเราคืออะไรบางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การมีเงินมากขึ้น มีของมากขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น หรือมีคนรู้จักมากขึ้น แต่อาจเป็นการค้นหาให้เจอว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาและใช้ชีวิตต่อไป”ข่าวที่เกี่ยวข้องหนังทุนต่ำ ทำไมถึงรวยพันล้าน? ถอดรหัสความสำเร็จ “Obsession” ภัยออนไลน์ยุค AI พ่อแม่ต้องรู้ทันแค่ไหน เมื่อ “ห้ามลูกเล่น” อาจไม่พอ อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อย่าหาว่าน้าสอน! เปิดมุมมอง “น้าเน็ก” คนวัย 50+ อยากบอกอะไร?ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่- Website : https://www.pptvhd36.com


Posted

in

by

Tags: