เปิดคำร้อง “60 สส.” เข้าชื่อถอดถอน “อนุทิน-ณัฐพงษ์” พ้นสมาชิกภาพ สส.

สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ลงเลขรับ 14239/2568 เมื่อ 5 ก.ย. 2568 ต่อกรณีที่มี สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสส. เข้าชื่อให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น สส. ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (2) ประกอบมาตรา 185 (1) และ (2) ต่อกรณีการทำข้อตกลงร่วมกับพรรคประชาชนในการสนับสนุนให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ โดยพรรคประชาชนไม่เข้าร่วมรัฐบาล และมีเงื่อนไขที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิไทย ตกลงร่วมกันโดย สส.ที่ร่วมกันเข้าชื่อ ขอให้ศาลรัฐธรรมวินิจฉัยว่าการกระทำของนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เข้าข่ายกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองหลายประการ ดังนี้1. เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กล่าวคือ ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 บัญญัติว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์แต่การที่ นายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ ทำข้อตกลงร่วมกันดังกล่าว และกำหนดเงื่อนไขให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะจัดตั้งขึ้นในโอกาสต่อไป ต้องปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน ถือว่าเป็นการที่ สส.พรรคร่วมรัฐบาลต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำของพรรคประชาชน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพรรคประชาชน โดยมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวมแต่ประการใดนอกจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 164 บัญญัติว่าในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และต้องปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เปิดเผย และมีความรอบคอบ ระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม"เมื่อพิจารณาตามเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงร่วม กำหนดให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ทั้งที่ระยะเวลาของสภาผู้แทนราษฎรจะครบวาระในเดือน พ.ค. 2570 อีกทั้งมีการกำหนดว่าพรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่โดยปกติแล้วรัฐบาลที่บริหารราชการแผ่นดินจะต้องมีเสียงข้างมากจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสร้างความมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการบริหารการแผ่นดิน"2. การกระทำของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันเพื่อให้ นายอนุทิน ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 46 และการกระทำดังกล่าวยังถือว่า พรรคภูมิใจไทยยินยอมหรือกระทำการอันทำให้พรรคประชาชนกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคภูมิใจไทย ในลักษณะที่ทำให้พรรคภูมิใจไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ขาดความเป็นอิสระส่วนพรรคประชาชนกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคภูมิใจไทย และ สส.ของพรรคภูมิใจไทย ที่ทำให้ขาดความเป็นอิสระเช่นกัน ซึ่งเป็น การฝ่าฝืนมาตรา 28 และมาตรา 29 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งการกระทำของทั้งสองพรรคการเมืองดังกล่าวข้างต้น ถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใน การปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและเป็นการกระทำอันเป็น ปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) และ (3) ด้วย"การกระทำของ นายอนุทิน และ นายณัฐพงษ์ เห็นว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาลแล้วต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนกำหนด กรณีย่อมถือได้ว่า สส.ของพรรคประชาชนได้ใช้สถานะของการเป็นสส.ก้าวก่าย แทรกแซง เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ผู้อื่น หรือของพรรคประชาชน ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของ ครม.และหน่วยงาน ของรัฐ ที่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนกำหนด"ดังนั้น การกระทำของ นายอนุทิน และ นายณัฐพงษ์ และ สส.ของพรรคประชาชนและ สส.ของพรรคพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 185 (1) และ (2) ของรัฐธรรมนูญ จึงทำให้สมาชิกภาพของการเป็นสส.สิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (7)ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ยังไม่ได้ลงนามเพื่อส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ได้ใช้เวลาตรวจสอบความถูกต้องของการลงลายมือชื่อ จนถึงเวลา 16.30 น. ดังนั้นจึงเห็นว่าควรส่งให้ตามขั้นตอนในวันพรุ่งนี้ (8 ก.ย.) เบื้องต้นมีรายงานว่า สส.ที่ร่วมเข้าชื่อดังกล่าวมีประมาณ กว่า 60 คน


Posted

in

by

Tags: