เปิดเคสสุดสะพรึง สาววัย 32 ปี เหงื่อไหลเป็น ‘สีน้ำเงิน’

ปริศนาสาวเหงื่อไหลเป็นสีน้ำเงิน ทำให้เธอรู้สึกอาย รักษาไม่หายเป็นปี ลองหลายวิธี สุดท้ายแพทย์หาทางรักษาได้เปิดเคสสุดสะพรึง หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. "แฟนเพจ Tensia" ที่ให้ความรู้ด้านการแพทย์ ได้ออกมาเปิดเผยเคสสาววัย 32 ปี มีของเหลวสีน้ำเงินเข้มไหลออกจากแก้มทั้งสองข้าง แม้รักษาหลายวิธีไม่ดีขึ้น สุดท้ายจบที่โบท็อกซ์ พร้อมระบุข้อความว่า "หญิง 32 ปี เหงื่อไหลออกมาจากแก้มเป็น “สีน้ำเงินเข้ม” เป็นมานาน 1 ปี รักษาหลายอย่างไม่ดีขึ้น สุดท้ายจบที่ฉีดโบท็อกซ์ ปกติแล้วเหงื่อเป็นของเหลวใส ไม่มีสีต่อให้เราเหงื่อออกมากแค่ไหน เพราะเหงื่อไม่ได้มีเม็ดสีเหมือนเลือด หรือสารเหลืองจากตับ แต่ถ้าวันหนึ่งมันมีสีขึ้นมาล่ะ แถมเป็นสีน้ำเงินเข้มด้วย ซึ่งแทบไม่เจอจากสารคัดหลั่งไหนเลย อย่างหมึกปากกาเลย"นอกจากนี้ "หญิง 32 ปี ไม่มีโรคประจำตัวอะไรเลย มาพบแพทย์ด้วยอาการประหลาดมาก มีของเหลวสีน้ำเงินเข้มไหลออกจากแก้มทั้งสองข้าง อาการนี้เป็นต่อเนื่องมานานประมาณ 1 ปี ไม่ได้กินยาใดๆ ไม่มีประวัติใช้สารเคมีตัวไหน ไม่มีประวัติสัมผัสสีหรือสีย้อมที่อาจเปื้อนผิวหนัง สิ่งที่สร้างความลำบากคือ ทุกครั้งที่มีของเหลวออกมา คนรอบข้างมักจะเห็นแล้วทักทันที เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่ามีอะไรเปื้อนหน้า ซึ่งเธอทั้งลำบากลำบนอธิบายทุกครั้ง ว่ามันออกมาเอง บางครั้งก็รู้สึกอาย"เมื่อตรวจที่โรงพยาบาลพบว่ามีของเหลวสีน้ำเงินเข้มอยู่บนแก้มทั้งสองด้านจริง จึงต้องเริ่มคิดถึงสาเหตุต่างๆ อาทิ1. สีย้อมหรือสารเคมีจากภายนอก2.แบคทีเรียบางชนิดที่สร้างเม็ดสีแล้วไปผสมกับเหงื่อ3.ยาบางชนิด4.โรคทางเมตาบอลิซึมหรือความผิดปกติของเม็ดสี"ซึ่งพยายามซักประวัติเพิ่ม และตรวจดูอย่างอื่นแล้วก็ไม่มีข้อมูลอะไรเลย แพทย์จึงสงสัยโรคที่หายากมากๆ โรคหนึ่ง คือต่อมเหงื่อสร้างเม็ดสีออกมาเอง เดี๋ยวจะอธิบายท้ายเคส แพทย์จึงให้ Tretinoin ทาผิวอยู่นาน 3 เดือน ซึ่งเป็นยากลุ่มที่ใช้รักษาสิวปานกลาง-รุนแรงนั่นแหละค่ะ คือ ให้มันเร่งการผลัดผิวเพื่อหวังว่าให้ เซลล์ที่สะสมเม็ดสีนี้มันหลุดออกไป แต่อาการไม่ดีขึ้น จากนั้นทดลองใช้ Aluminum Chloride 20% ซึ่งเป็นยาที่มักใช้ลดการหลั่งเหงื่อ ต่ออีก 1 เดือน ก็ยังไม่ดีขึ้นเช่นเดิม"อีกทั้ง"แพทย์จึงเริ่มคิดว่า อาจจะต้องแยกโรคอื่นๆ ออกละ จึงแนะนำการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังเพื่อเอาแบบชัดๆ ไปเลย แต่ผู้ป่วยปฏิเสธ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดแผลเป็นบนใบหน้า แพทย์เลยตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วย คือ ฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum toxin type A) ใช่ค่ะ อันเดียวกับที่ฉีดเสริมความงามนั่นแหละ แต่เป้าหมายคราวนี้ไม่ได้ฉีดเพื่อไปให้ ปลายประสาทมันลดการหลั่ง ACh ที่สั่งกล้ามเนื้อนะ แต่เป้าหมายคือลดการหลั่งสารที่กระตุ้นต่อมเหงื่อค่ะ ไม่ให้มันสั่งให้ต่อมมันสร้างของเหลวออกมา เพราะเดี๋ยวก็สีออกมาอีกปรากฏว่าได้ผล หลังจากติดตามอาการ 3 เดือน ของเหลวสีน้ำเงินหายไปทั้งหมด และยังไม่พบการกลับเป็นซ้ำในช่วงติดตามผลเลยค่ะ แต่ใดๆ คือยังไม่ยืนยันแน่ชัดว่าจะหายขาดรึเปล่า"สำหรับโรคนี้คือโรคเหงื่อมีสี (Apocrine Chromhidrosis) เป็นภาวะหายากมาก ที่ต่อมเหงื่อชนิด apocrine สร้างเหงื่อที่มีสีออกมา คำว่า Chromhidrosis แปลตรงตัวว่า“เหงื่อมีสี” ภายในเซลล์ของต่อมเหงื่อเหล่านี้ พบเม็ดสีชนิดหนึ่งชื่อว่า Lipofuscin ซึ่งเป็นเม็ดสีที่เกิดจากการสะสมของ เศษโปรตีนและไขมันที่ถูกปฏิกิริยาเคมี (Oxidation) ปกติคนทั่วไปก็มี Lipofuscin ได้ แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้เชื่อว่ามีปริมาณมากกว่าปกติ หรือมีการเกิด oxidation มากกว่าปกติ ยิ่ง Lipofuscin ถูกออกซิไดซ์มากเท่าไร สีก็จะเข้มขึ้นมากเท่านั้น ซึ่งปกติเจ้านี่สีมันจะออกเหลือง-น้ำตาล จึงสามารถทำให้เหงื่อมีสีได้หลายแบบ อาทิ เหลือง และน้ำตาล แต่บางครั้งกระบวนการ oxidation ที่เปลี่ยนโครงสร้างมากไป บางทีออกมาเป็นสีแปลกกว่านั้น เช่น เขียว ดำ หรือแม้กระทั่งน้ำเงิน ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการศึกษาเชิง เคมีเชิงฟิสิคัลว่า มันออกมาสีน้ำเงินได้ยังไงโดยอาการมักถูกกระตุ้นได้จาก ดังนี้1.ความเครียด2.อารมณ์รุนแรง3.การอาบน้ำร้อน4.การถูหรือเสียดสีผิวหนังทั้งนี้ "กลไกโดยรวมยังค่อนข้างลึกลับ รอการค้นพบ นักวิจัยบางส่วนเชื่อว่า สารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่ชื่อ Substance P อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นต่อมเหล่านี้ด้วย ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์ที่ไปยับยั้งปลายประสาทนั่นแหละ คือหวังผลการหลั่งเจ้าสารตัวนี้ที่คอยสั่งต่อมเหงื่อ"ขอบคุณข้อมูลจาก : Tensia


Posted

in

by

Tags: