หลายครั้งที่หน้าจอโทรทัศน์ตัดเข้าสู่รายการข่าวสำคัญ น้ำเสียงที่นิ่ง สุขุม และสง่างามของ วีระศักดิ์ ขอบเขต หรือ ป๋อง กลายเป็นภาพจำที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่เบื้องหลังความนิ่งสงบนั้น คือหัวใจที่ต้องแบกรับภารกิจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตสื่อมวลชนคนหนึ่ง นั่นคือการทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวสารที่คนไทยทั้งประเทศไม่อยากได้ยินมากที่สุดถึง 3 ครั้ง ในรอบเวลาเกือบ 10 ปีวันนี้ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับสื่อมวลชนหัวใจแกร่งผู้นี้ พร้อมย้อนเส้นทางชีวิตกว่าจะมาเป็นเสียงที่พูดแทนความรู้สึกของคนไทยทั้งแผ่นดินวีระศักดิ์ ขอบเขตวีระศักดิ์ ขอบเขต เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่จังหวัดขอนแก่น เติบโตมาพร้อมกับความใฝ่ฝันที่อยากเป็นดีเจและผู้ประกาศข่าว ป๋อง สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน และระดับปริญญาตรีจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยเส้นทางสื่อมวลชนของเขาเริ่มชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2537 ในขณะที่ยังเป็นนักศึกษา ป๋อง ได้ทดลองทำงานเป็นดีเจจัดรายการวิทยุในช่วงเที่ยงคืนที่ขอนแก่น กับบริษัทเอกชนท้องถิ่นที่ชื่อว่าท็อปทีน ซึ่งถือเป็นการฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาและการออกเสียงที่เข้มข้น ก่อนจะเข้าสู่สนามข่าวระดับประเทศผ่านการสอบเข้าทำงานที่สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในสายข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ และย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ในสายข่าวเกษตรและสารคดีอยู่นานถึง 5 ปีวีระศักดิ์ ขอบเขตซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ วีระศักดิ์ ขอบเขต ตัดสินใจเบนเข็มไปสมัครเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยในปี พ.ศ. 2542 โดย ป๋อง สามารถฝ่าฟันผู้สมัครนับพันคนจนเป็น 1 ใน 200 คนที่ได้รับคัดเลือก แม้จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่บนเครื่องบินยาวนานถึง 20 ปี แต่ด้วยใจรักในงานสื่อสารมวลชน เขายังคงแบ่งเวลามาอ่านข่าวและเป็นดีเจควบคู่กันไปเสมอ จนกระทั่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่การบินไทยมีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เขาจึงตัดสินใจยุติบทบาทการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพื่อทุ่มเทให้กับงานหน้าจอโทรทัศน์ที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT อย่างเต็มตัวชีวิตในฐานะผู้ประกาศข่าวในพระราชสำนักของเขาเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ด้วยบุคลิกและน้ำเสียงที่เหมาะสม ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญนี้ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อของ วีระศักดิ์ ขอบเขต กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย คือวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เมื่อเขาต้องทำหน้าที่อ่านแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่องการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรวีระศักดิ์ ขอบเขตและภาพที่เขาร้องไห้บนโต๊ะข่าวทันทีที่ปิดไมค์ กลายเป็นภาพไวรัลที่สะท้อนถึงความจงรักภักดีและอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ต่างจากพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ เขากล่าวเสมอว่า และต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เขายังได้รับมอบหมายให้อ่านแถลงการณ์เรื่องการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และล่าสุดในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569 กับการอ่านแถลงการณ์การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาในวัย 53 ปีวันนี้ของ ป๋อง วีระศักดิ์ ต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่ต้องเตรียมตัวทำหน้าที่นี้ เขาต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาล ความโศกเศร้าที่ต้องเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม เพื่อทำหน้าที่สื่อสารกับประชาชนให้ดีที่สุด แม้จะเป็นบทบาทที่เขาไม่เคยปรารถนาจะได้ทำ แต่เมื่อหน้าที่เรียกหา เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือผู้ประกาศข่าวที่แบกรับหัวใจของคนไทยทั้งชาติไว้ในทุกถ้อยคำที่อ่านอย่างสมเกียรติและตั้งใจที่สุดเท่าที่ชีวิตนักสื่อสารมวลชนคนหนึ่งจะทำได้วีระศักดิ์ ขอบเขตขอขอบคุณภาพจาก รวมไอจีดารา
เปิดเส้นทางชีวิต วีระศักดิ์ ขอบเขต ผู้ประกาศข่าวที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ กับภารกิจที่หัวใจต้องแกร่ง
by
Tags: