“แชมป์โลก” อาจฟังดูยิ่งใหญ่ แต่เบื้องหลังเข็มขัดของ “เพชรโกศล กรีนซึดะ” หรือ “ทนงศักดิ์ สิมศรี” นักชกจากศรีสะเกษ กลับเริ่มต้นจากเด็กธรรมดาที่ไม่มีใครเห็นแวว วันนี้เจ้าตัวพร้อมเปิดใจเล่าทุกก้าวกว่าจะขึ้นครองแชมป์โลก IBF รุ่นจูเนียร์ฟลายเวต 108 ปอนด์ ร่วมกับ “ภูมิ โกศลเสรฐ” หรือ “หมาป่าคันไซ” ผู้จัดการและเทรนเนอร์คู่ใจ ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใครเชื่อ จนก้าวสู่การเป็นแชมป์โลกสถาบันหลักของไทยคนที่ 50 กับบทพิสูจน์ที่ไม่ได้มีแค่พรสวรรค์ แต่เกิดจาก “วินัย” และการไม่ยอมหยุดจากเด็กศรีสะเกษ สู่เส้นทางนักชกอาชีพเพชรโกศล: ผมเริ่มชกมวยไทยตอนอายุประมาณ 14 ปีครับ พออายุ 19 ปี ผมตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพราะอยากหาโอกาสให้ตัวเองมากขึ้น จากมวยไทยก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นมวยสากลอาชีพ ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าจะไปได้ถึงระดับไหน ช่วงแรกๆ ชื่อของผมไม่ได้เป็นที่รู้จัก ไม่มีใครมองว่าเป็นนักมวยที่มีพรสวรรค์อะไรขนาดนั้น สิ่งที่ผมทำได้คือพยายามซ้อมให้เต็มที่ ทำตามที่ผู้ใหญ่บอก และกลับไปแก้ไขสิ่งที่ตัวเองยังทำไม่ได้ภูมิ: ต้องบอกว่าตอนเจอเขาแรกๆ ผมไม่ได้เห็นภาพว่าจะเป็นแชมป์โลกเลยนะครับ(หัวเราะ) ถึงขั้นมีคำพูดว่า “เอาอะไรมาให้กูเนี่ย!?” เพราะตอนนั้นเขายังไม่มีอะไรโดดเด่นมาก แต่สิ่งที่ผมเห็นหลังจากนั้นคือ เขาเป็นคนมีวินัยมาก ถ้าบอกว่าต้องกลับไปแก้อะไรเขาก็กลับไปทำ พอขึ้นชกแล้วมีข้อผิดพลาด เขาก็เอากลับมาปรับ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า เด็กคนนี้ยังพัฒนาได้อีก“วินัย” ที่ค่อยๆ เปลี่ยนคนที่ไม่มีใครเห็นแววเพชรโกศล: สำหรับผม วินัยสำคัญมากครับ เพราะเราไม่สามารถเก่งได้ในวันเดียว มันต้องทำเหมือนเดิมทุกวัน ซ้อมตามเวลา ดูแลร่างกาย พักผ่อนให้พอ และพยายามแก้ข้อผิดพลาดของตัวเอง บางวันก็เหนื่อย บางวันก็มีท้อ แต่ผมคิดว่าถ้าเราอยากไปถึงเป้าหมาย เราก็ต้องทำต่อ ไม่ใช่ว่าวันนี้เหนื่อยแล้วจะหยุด ผมพยายามทำให้ตัวเองดีขึ้นทุกวัน แล้วพอเวลาผ่านไป สิ่งที่เราทำซ้ำๆ มันก็กลายเป็นความแข็งแกร่งของเราภูมิ: ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเปลี่ยนจากเด็กที่ตอนแรกไม่มีใครเห็นแวว มาเป็นนักมวยที่เริ่มมีคนจับตามอง เพราะมวยอาชีพมันไม่ได้วัดกันแค่พรสวรรค์ ต้องมีวินัย มีความรับผิดชอบ และต้องพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลาเคยแพ้ แต่ไม่เคยหยุดเพชรโกศล: ผมเคยแพ้ครับ และความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ดีแน่นอน แต่ผมพยายามมองว่าความแพ้ทำให้เราเห็นข้อผิดพลาดที่ตัวเองยังมีอยู่ ถ้าเราเอาความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน มันก็ช่วยให้เราแข็งแกร่งขึ้น หลังจากนั้นผลงานของผมค่อยๆ ดีขึ้นทีละขั้น จนสามารถคว้าแชมป์ OPBF รุ่นไลต์ฟลายเวตที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2567 เอาชนะนักชกฝีมือดีและอดีตแชมป์โลกอย่าง มาซาทากะ ทานิกุจิ ทำให้เส้นทางสู่การชิงแชมป์โลกเริ่มชัดเจนขึ้นวันที่เด็กที่ไม่มีใครเห็นแวว กลายเป็น “แชมป์โลก” 19 มิถุนายน 2568 คือวันที่เปลี่ยนชีวิตของเพชรโกศลอย่างแท้จริง เมื่อเขาขึ้นชิงเข็มขัดแชมป์โลก IBF รุ่นจูเนียร์ฟลายเวต 108 ปอนด์ ที่ว่างอยู่ กับ คริสเตียน อาราเนตา นักชกจากฟิลิปปินส์เพชรโกศล: ก่อนขึ้นชกผมคิดแค่ว่าต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เราซ้อมมาแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่ แม้เพียง 2 วันก่อนชิงแชมป์โลก ผมเพิ่งเสียคุณยาย ซึ่งเป็นคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิต แต่ผมบอกตัวเองว่าต้องสู้ให้ถึงที่สุด และหลังได้รับการชูมือ ผมเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วพูดว่า “ผมทำได้แล้วครับยาย” สำหรับผม เข็มขัดเส้นนี้จึงไม่ใช่แค่แชมป์โลก แต่เป็นความสำเร็จที่ผมอยากมอบให้คุณยายครับจากวันที่ไม่มีใครรู้จัก สู่ภารกิจรักษาเข็มขัดหลังคว้าแชมป์โลก เพชรโกศลยังคงเดินหน้าพิสูจน์ตัวเอง และสามารถป้องกันแชมป์ครั้งแรกได้สำเร็จ ก่อนเตรียมกลับไปขึ้นสังเวียนที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ในวันที่ 26 กันยายน 2569 เพื่อป้องกันแชมป์โลก IBF รุ่นจูเนียร์ฟลายเวตเป็นครั้งที่ 2 กับ มาร์ก วิเซลเลส (Mark Vicelles) นักชกจากฟิลิปปินส์ ที่ Fujisan Messe เมืองฟูจิ จังหวัดชิซูโอกะภูมิ : ทุกไฟต์มีความกดดันครับ โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นแชมป์โลกแล้ว คู่ชกทุกคนก็ต้องการเข็มขัดของเรา เพราะฉะนั้นเราจะประมาทไม่ได้ ต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุดเหมือนเดิมเพชรโกศล : ไฟต์นี้ผมตั้งใจทำให้เต็มที่ครับ เพราะการเป็นแชมป์โลกไม่ได้หมายความว่าเราหยุดพัฒนา เข็มขัดเส้นนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการซ้อมและวินัย ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองในวันที่ยังไม่มีใครเห็นแวว ผมจะบอกว่า “อย่าหยุด” เพราะแชมป์โลกไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันที่ได้เข็มขัด แต่ถูกสร้างจากทุกวันที่เรายังเดินหน้าต่อครับร่วมส่งกำลังใจให้ “เพชรโกศล กรีนซึดะ” ในศึกป้องกันแชมป์โลก IBF ครั้งที่ 2 วันที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. ได้ทางแอปพลิเคชัน Monomax และสถานีโทรทัศน์ Monomax Sports TV
เปิดเส้นทาง เพชรโกศล แชมป์โลกที่ไม่มีใครรู้จัก จากเด็กไร้แวว ฝ่าคำสบประมาทสู่บัลลังก์โลกด้วยวินัย
by
Tags: