เปิดใจ “เอกธนัช ลิ้มสังกาศ” กับบทบาทใหม่“ประธาน กตป.”ติดตามตรวจสอบการทำงานของ “กสทช.”

หลังจากได้รับความเห็นชอบจาก วุฒิสภา ในเข้ามาดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) หรือ “ซูเปอร์บอร์ด” เพื่อทำหน้าที่ ติดตามประเมินผล…หลังจากได้รับความเห็นชอบจาก วุฒิสภา ในเข้ามาดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) หรือ “ซูเปอร์บอร์ด” เพื่อทำหน้าที่ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานของกสทช. สำนักงานกสทช. และเลขาธิการกสทช.นั้นถือเป็น กตป. ชุดที่ 4 ที่เข้ามาทำหน้าที่ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย พลตำรวจตรี เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธาน กตป.และกตป. ด้านกิจการกระจายเสียง ,ดร. พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา กตป.ด้านกิจการโทรทัศน์ รองศาสตราจารย์ ดร. อุรุยา วีสกุล กตป.ด้านกิจการโทรคมนาคม พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กตป.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และ น.ส.อิสรารัศมี์ เครือหงส์ กตป.ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งได้จัดประชุมเพื่อสื่อสารประเด็นและเกณฑ์พร้อมกำหนดกรอบแนวทางสำคัญในการประเมินผลการดำเนินงานตามหน้าที่ไปแล้ววันนี้ “เดลินิวส์” จะมาพูดคุยถึงนโยบายและทิศทางการทำงานของ กตป.ชุดนี้ หลังจากที่ผ่านมาๆ สังคมมองว่าการทำงาน ของ “ซูเปอร์บอร์ด” ชุดก่อนๆ เป็นเหมือน “เสือกระดาษ” ที่ไม่สามารถตรวจสอบบอร์ด กสทช. ได้อย่างจริงจังพลตำรวจตรีเอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธาน กตป.และกตป. ด้านกิจการกระจายเสียง บอกว่า การทำงานของ กตป.ชุด 4 ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภามาแล้ว ได้มีการประชุมกันและมีมติชัดเจน ที่จะทำงานแบบมิติใหม่ในการติดตามการทำงานของ กสทช.ให้มีประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุด โดยใช้การประเมินแบบ Rubric ซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินคุณภาพที่เชื่อมโยงกับกระบวนการและความหมายเชิงนโยบาย ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่รอบด้าน เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลนอกจากนั้น การประเมินเชื่อมโยงกับกรอบมาตรฐานที่ OECD Media board และใช้ประเมินองค์กรกำกับดูแล 6 มิติ ได้แก่ โครงสร้างและธรรมาภิบาลองค์กร อำนาจหน้าที่และขอบเขตการกำกับ กระบวนการและการมีส่วนร่วม ขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและเครื่องมือการกำกับ ผลลัพธ์ของการกำกับ และการกำกับดูแลที่ยึดคุณค่าและหลักการที่พึงประสงค์ทาง กตป. จะติดตาม 5ด้าน ได้แก่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม การคุ้มครองผู้บริโภค และการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จะร่วมติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อสะท้อนภาพรวมการทำงานทั้งด้านโครงสร้าง บทบาท และผลลัพธ์จากการกำกับดูแลที่เกิดขึ้นจริงในสภาวการณ์ปัจจุบันนอกเหนือจากนี้ยังพิจารณาจากการกำหนด KPI ปี 68 ของแผนที่เกี่ยวข้อง อาทิ แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ฉบับ พ.ศ. 2567 แผนการบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 2 แผนยุทธศาสตร์สำนักงาน กสทช. และนโยบายที่สำคัญของ กสทช. เป็นต้น“ เรื่องใดที่มีปัญหาจะลงไปช่วยตรวจและแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องเพื่อให้งานไปได้ โดยหลายๆเรื่องที่ กสทช. มีข่าวต่อสื่อมวลชนแล้ว เป็นคำถามที่ประชาชนสงสัยแล้วไม่มีคำตอบอธิบายให้สาธารณะว่าเกิดอะไรขึ้น ทิศทางจะเป็นอย่างไร เช่น เรื่อง ทีวีดิจิทัล ซึ่งอีก 4 ปีหมดอายุใบอนุญาต ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ประมูล แต่ เชื่อว่าไม่มีใครประมูล ซึ่งจะทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งเป็นบริการพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับรู้”“เรื่องนี้ต้องกลับมาคิดต่อว่า จะต้องแก้กฎหมาย หรือปรับแนวทางอย่างไร เหลือเวลาไม่มากจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ โดยที่ไม่ขาดทุน และจะมีการแบ่งผลกำไรให้รัฐอย่างไร ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้องได้จำนวนเงินมาก ประโยชน์สาธารณะได้มาบางส่วน แต่ความสำคัญกับประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารสำคัญกว่า ต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพราะเอกชนไม่ได้ลงทุนบาทสองบาท แต่เป็นพันล้าน หากไม่มีนโยบายที่ชัดเจนใครจะมาลงทุน และหากไม่มีใครลงทุนคนที่เสียหายคือ ประชาชน ต้องมากำหนดว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่ง กตป.จะมาติดตามเร่งรัดให้ กสทช.เร่งทำหาทางออก เพื่อสาธารณะเพื่อประชาชน”นอกจากนี้ในเรื่อง OTT หรือ "Over-the-top" ที่เป็นบริการคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ เพลงและรายการทีวี ผ่าน อินเทอร์เน็ตโดยตรง และเรื่องหลอกลวงออนไลน์ สแกมเมอร์ ป่านแพลตฟอร์ม ที่มีคดีหมื่นกว่าคดีต่อเดือนที่ลดลงไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่หลอกผ่านแพลตฟอร์มโซเซียล ทางกตป. คงต้องติดตามและกดดันให้เกิดนโยบายที่ชัดเจนเพื่อนำไปเสนอรัฐบาลเช่น ควรจะมีกฎหมายเข้ามาควบคุม OTT หรือไม่ และแพลตฟอร์มที่หลอกลวงประชาชนบนโซเซียล เครือข่ายมือถือ หรืออินเทอร์เน็ต ควรจะต้อมีการเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายมากขึ้นหรือไม่“ปัจจุบันคดีเหล่านี้เกิดขึ้นเกือบล้าน แต่ตำรวจจับได้หลักหมื่นเท่านั้น ประชาชนที่เหลือจะทำอย่างไร ให้นั่งรอชะตากรรมหรือ เพราะทุกคนบอกไม่มีอำนาจไม่เกี่ยวข้อง อินเทอร์เน็ตวิ่งผ่านประเทศไทย จะไม่อยู่ในกำกับกฎหมายไทยได้อย่างไร ขนาดเครื่องบินบินผ่านประเทศยังต้องขออนุญาต มีหลายเรื่องรัฐต้องมีอำนาจในการควบคุม เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและได้รับประโยชน์จากการใช้งานเครือข่ายโทรคมนาคม และอินเทอร์เน็ต ซึ่งทาง กตป.ชุดนี้จะเข้ามาผลักดันตรงนี้”“วันนี้ใครก็สงสัยหลายเรื่อง และยังไม่มีคำตอบ สังคมมองว่า กสทช. เป็นองค์กรอิสระ ที่ตรวจสอบไม่ได้ เป็นเหมือนเมืองลับแล ทาง กตป .ชุดนี้ก็จะเข้ามาทำงานว่าไม่ใช่เหมือนลับแล มีเรื่องมา กตป. ก็เข้าไปตรวจสอบ และมีข้อมูลแบบนี้ เพื่อบอกต่อสาธารณะ แต่เราไม่มีอำนาจไปตัดสินใครผิดใครถูก แต่เรามีอำนาจติดตามและตรวจสอบ ประเมินผลให้คำแนะนำและนำผลไปรายงานผู้เกี่ยวข้องและประชาชน ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า กสทช. ทำถูกหรือผิด หรือควรจะไปทิศทางไหน ซึ่งหน้าที่ กตป. มีเท่านี้”ทั้งป็นแนวทางและนโยบายของ “ซูเปอร์บอร์ด” ชุดที่ 4 ที่ต้องจับตามองว่าจะสามารถทำงานบรรลุตามเป้าหมายหรือไม่?จิราวัฒน์ จารุพันธ์


Posted

in

by

Tags: