เมื่อสนามกอล์ฟกลายเป็นแหล่งมั่วสุมจนต้องขึ้นป้าย “ห้ามค้าประเวณี” เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง?

เสื่อมหนัก สนามกอล์ฟไทย แปลงร่างกลายเป็น พูดถึง "กอล์ฟ" คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นกีฬาของ "คนมีเงิน" มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีหน้ามีตา แต่กอล์ฟในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในไทย ที่คำว่า "กอล์ฟ" เข้าใกล้กับคำว่า "อบายมุข" เข้าไปทุกทีความจริงที่ปรากฏออกมาตามหน้าข่าวบ่อยครั้งก็คือ สนามกอล์ฟกลายเป็น "แหล่งมั่วสุม" กลายเป็นสถานที่ ซึ่งเหล่าคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นสุภาพบุรุษใช้ปาร์ตี้ กิน ดื่ม เล่นการพนัน หรือกระทั่ง "ค้าประเวณี" อย่างเปิดเผยนับเป็นความบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงจากรากฐานของกีฬาชนิดนี้ จนถึงขั้นที่ทำให้ตำรวจต้องออกมาประกาศ "จัดระเบียบวงสวิง" เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้อื่นพวกเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงน่าสงสัยจริงๆ======================= สนามกีฬา กลายเป็น เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ =ในอดีต รายได้หลักของสนามกอล์ฟคือค่า "กรีนฟี" และค่าสมาชิก แต่การแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้สนามหลายแห่งพยายามหาจุดขายใหม่ให้กลายเป็น "ศูนย์รวมความบันเทิง"บางแห่ง ถึงกับสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นแหล่งสังสรรค์ มากกว่า สนามกีฬา และมีการจัดจ้างแคดดี้ที่รูปร่างหน้าตาดีมาเอ็นเตอร์เทน "นาย" เพื่อดึงดูดลูกค้าเมื่อสนามเน้นหันไปเน้นเรื่องบริการ สินค้าอย่าง อาหาร เครื่องดื่ม และความบันเทิง จึงกลายเป็น "ตัวทำเงิน" ของสนาม ไม่ใช่ "กอล์ฟ"เส้นแบ่งระหว่าง "สนามกีฬา" กับ "สถานบันเทิง" จึงเจือจางลงไปทุกวัน จนบางคนเข้าใจไปแล้วว่า ทุกวันนี้ เราสามารถซื้อ "บริการพิเศษ" ได้เหมือนในสถานบันเทิงยามค่ำคืนเมื่อสนามกอล์ฟกลายเป็นสถานบันเทิง "แคดดี้" ที่เคยแค่ถือถุงกอล์ฟหรือช่วยนายดูไลน์ ก็ต้องเอ็นเตอร์เทนมากขึ้น สนามจึงต้องเน้นแคดดี้ที่รูปร่างหน้าตาดีมากกว่ามีทักษะด้านกีฬาภาพลักษณ์ของแคดดี้ตอนนี้จึงเหลื่อมล้ำมากระหว่าง "ผู้ช่วย" กับ "ผู้ช่วยส่วนตัว"ต้องยอมรับว่า รายได้ของแคดดี้นั้นไม่ได้สูงนัก และต้องพึ่งเงินจาก "ทิป" เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อมี "ข้อเสนอพิเศษ" เข้ามา หลายครั้งจึงเกิด "การตกลงที่หลุม 19"เมื่อเป็นเช่นนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า จะมีกลุ่มสาวๆ ที่แทบไม่มีทักษะกอล์ฟเลย แต่สมัครเข้ามาเป็นแคดดี้ เพื่อใช้สนามกอล์ฟเป็น "แหล่งพบปะลูกค้า" หาดีลนอกรอบ ที่ผลตอบแทนสูงกว่าการเล่นกอล์ฟในประเทศไทย ยังผูกติดกับระบบอุปถัมภ์ และการเจรจาธุรกิจอย่างเหนียวแน่นการพาลูกค้าไปเล่นกอล์ฟ ในสนามที่มีบริการ "เหนือระดับ" หรือมีสาวสวยคอยปรนนิบัติตลอดเวลา ถูกมองว่าเป็นการแสดงบารมีและสร้างความประทับใจให้คู่ค้าสนามกอล์ฟยังเป็นพื้นที่ Private หรือพื้นที่ปิด ซึ่งให้ความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัวสูงกว่าโรงแรม ทำให้การตกลงเรื่องผิดกฎหมาย และศีลธรรม เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องระแวงสายตาคนนอกในปัจจุบัน ถึงกับมีการสร้าง "กลุ่มลับ" เพื่อรีวิว "แคดดี้งานดี" หรือ "พิกัดสนาม" เพื่อชี้เป้าให้ลูกค้าที่มีวัตถุประสงค์ทางเพศ ให้มุ่งไปที่สนามนั้นๆ โดยเฉพาะผู้บริหารสนามบางแห่ง ก็ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เลือกที่จะเพิกเฉยตราบใดที่ยังได้ค่า Green Fee และมีลูกค้าเต็มสนามการติดป้าย "ห้ามค้าประเวณี" จึงไม่ได้มีความขลัง หรือไม่มีใครปฏิบัติตาม เช่นเดียวกับการมีป้ายแบบนี้ใน "อาบ อบ นวด"====================== ค้าประเวณี หรือ สมยอม =แม้จะเป็นที่รู้กันว่า (อาจจะ) มีการค้าประเวณีในสนากอล์ฟ แต่นั่นเรื่องที่จำกัดความได้ยาก เพราะมักมีการอ้างถึงคำว่า "สมยอม"เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความรู้ว่า เป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรงว่า การสมยอมจะไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อต่อสู้ได้เพราะหากพบว่ามีการโฆษณา ชักชวน หรือทำให้ผู้อื่นรับรู้ถึงการค้าบริการนั้นในที่สาธารณะ และจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ทันที"ผู้ใดเป็นธุระจัดหา หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณี มีความผิดตามมาตรา 9 ระวางโทษจำคุก 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และหากเป็นกรณีตามมาตรา 11 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-300,000 บาท ซึ่งโทษนี้หนักกว่าตัวผู้ขายหลายเท่า"นอกจากนี้ ถ้าหากมีการทำกิจกรรมทางเพศหรือโชว์อนาจารในสนาม จะมีความผิดตามมาตรา 388 มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาทด้วยอีกหนึ่งความเข้าใจผิดของนักกอล์ฟก็คือคิดว่าสนามกอล์ฟเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่กฎหมายจะเข้าไม่ถึง เพราะความจริงแล้ว สถานะของสนามกอล์ฟคือ "พื้นที่กึ่งสาธารณะ" ทันทีที่เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปตำรวจจึงสามารถจัดชุดสายตรวจเข้าตรวจสอบความเรียบร้อยได้ โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุร้าย หรือถ้าหากพบการทำร้ายร่างกายหรือเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็สามารถเข้าไประงับเหตุได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตนอกเหนือจากตำรวจแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองส่วนอื่นๆ ก็มีอำนาจร่วมตรวจสอบใบอนุญาตและเวลาเปิด-ปิดของ "ซุ้มน้ำ" หรือ "คลับเฮาส์" เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบราชการนี่คือการย้ำเตือนว่า "สนามกอล์ฟ" ไม่ใช่เกราะป้องกันที่ปลอดภัยเสมอไป ถ้าหากมีการกระทำที่ละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย คุณก็อาจโดนลงโทษทางกฎหมายได้===================== การดื่มแอลกอฮอล์ และ ไนท์กอล์ฟ =การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสนามกอล์ฟไม่ผิดกฎหมาย แต่มีเงื่อนไขแวดล้อมที่ต้องระวัง เช่นการจำหน่าย ต้องมีใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิตตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 5,000 บาท และต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2)อีกอย่างที่นิยมกันมากในปัจจุบัน และอาจเป็นที่มาของปัญหาก็คือ "ไนท์กอล์ฟ" หรือการเล่นกอล์ฟตอนกลางคืน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย และสนามไหนก็เปิดบริการแบบนี้ได้เช่นกันแต่การเปิดให้บริการในเวลากลางคืน จะมีกฎหมายเฉพาะควบคุม เจ้าของสนามต้องรับผิดชอบเรื่องเวลาเปิด-ปิด และการป้องกันเสียงดัง ตามมาตรา 370 หากสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชุมชนรอบข้าง มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาทการเล่นกอล์ฟตอนกลางคืน และดื่มกินในสนาม จึงสามารถทำได้เต็มคราบ ตราบใดที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นหรือชาวบ้านรอบสนาม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็จะสามารถเข้ามาจัดการได้เช่นกันถ้าหากมีการร้องเรียนหรือเกิดปัญหาขึ้น สนามกอล์ฟจะอ้างว่า "ไม่รู้เห็น" ไม่ได้ และต้องร่วมรับผิดชอบกับผู้กระทำผิด และหาทางป้องกัน ถ้าหากป้องกันไม่ได้ เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจถึงขั้นโดนสั่งปิดได้และตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ระบุว่า หากรู้เห็นเป็นใจ หรือปล่อยให้มีการค้าประเวณีในสถานที่ของตน มีความผิดฐาน "เป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี" โทษจำคุก 3-15 ปี และอาจถูกสั่งปิดสถานประกอบการ================== ผลกระทบและการป้องกัน =การลบภาพ "สนามกอล์ฟสีเทา" ที่เป็นอยู่ในบ้านเราตอนนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสนาม, แคดดี้, ตัวนักกอล์ฟเอง และเจ้าหน้าที่ภาครัฐสนามกอล์ฟ ควรมีมาตรฐานในการอบรมแคดดี้ และเน้นไปที่ทักษะกอล์ฟเป็นหลัก มีการกำหนดระเบียบวินัยที่ชัดเจน หากพบพฤติกรรมเสื่อมเสียจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักขณะเดียวกันก็ต้องมาตรการตรวจสอบเข้มงวด ควรต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบสนาม โดยเฉพาะในจุดลับตาคน และมีเจ้าหน้าที่คอยสุ่มตรวจอย่างสม่ำเสมอส่วนนักกอล์ฟ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นเสีย และไปสนามเพื่อออกกำลังกายเท่านั้น ซึ่งคงต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ยาก และแล้วแต่คนสนามจึงควรมีมาตรการลงโทษนักกอล์ฟที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม โดยการแบนไม่ให้ใช้บริการ และแจ้งข้อมูลไปยังสนามอื่นๆ เพื่อไม่ให้ไปทำพฤติกรรมแบบนี้ที่ใดถ้าหากไม่ช่วยกัน และไม่มีการควบคุม นี่อาจเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประเทศมากกว่าที่คิดอย่างนักกอล์ฟที่ต้องการจะเล่นกอล์ฟจริงๆ หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยากจะมาเล่นกอล์ฟในบ้านเรา ก็อาจจะย้ายไปยังประเทศอื่นใกล้ๆ เช่น เวียดนาม ที่มีมาตรการจัดการที่เข้มงวดกว่าถ้าจะมองให้ร้ายกว่านั้น ที่ไหนมีอบายมุข ที่นั่นมักจะดึงดูดสิ่งไม่ดีเข้ามาเสมอ ถ้าหากมีการค้าประเวณี สิ่งที่ตามมามักจะเป็นยาเสพติด การพนัน หรือกระทั่งการฟอกเงิน และปัญหาครอบครัวถูกต้องถ้าหากจะบอกว่า นี่คือการมองในด้านลบที่สุดโต่งเกินไป และสนามกอล์ฟในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าไม่ช่วยกันป้องกัน แก้ไข และปราบปรามให้หมดไปตั้งแต่ตอนนี้ การเดินไปถึงจุดนั้น ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้?


Posted

in

by

Tags: