“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ขึ้นชื่อเรื่องความรอบคอบทางการเงินเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา พวกเขามักจะหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบที่เคยเห็นในพรีเมียร์ลีก แต่ซัมเมอร์นี้กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนหงส์แดงได้เข้าสู่ตลาดซื้อขายนักเตะด้วยความดุดันที่ไม่ธรรมดา การเซ็นสัญญากับนักเตะชื่อดัง ค่าตัวมหาศาล และทำให้ดูเหมือนกับมีความทะเยอทะยานที่เพิ่มมากขึ้นล้วนเป็นสิ่งที่กำหนดนิยามของซัมเมอร์นี้แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์อย่างสิ้นเชิงนั้น ในความมั่นใจครั้งใหม่นี้ดูเหมือนจะเป็นผลมาจากการวางแผนระยะยาว การบริหารจัดการการเงินอย่างรอบคอบเป็นทุนเดิมแต่หลัก ๆ ก็คือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจนเป็นที่น่าพอใจ1.รายได้พุ่งสูงเป็นแรงผลักดันความทะเยอทะยานครั้งใหม่2.รากฐานของการใช้จ่าย มาจากรายได้ที่ทำลายสถิติด้วยการเข้าร่วมแชมเปียนส์ลีกอย่างต่อเนื่องและฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งในประเทศ รวมถึงการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รายได้ของสโมสรจากเงินรางวัล การถ่ายทอดสด และพันธมิตรทางการค้าจึงพุ่งสูงขึ้นลิเวอร์พูล ใช้เงินไปแล้วกว่า 170 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ที่ผ่านมาพวกเขามีข่าวว่า จะทำลายสถิติวงการบอลอังกฤษ ด้วยแพ็คเกจเต็มรูปแบบสำหรับการซื้อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งคาดว่าจะมีราคาสูงถึง 130 ล้านปอนด์นับเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ จนทำให้หลายคนสงสัยว่า “ทำไม” หรือว่า “รวยมาจากไหน” หรือ “อยู่ๆก็มีเงิน”อย่าเป็นคนที่ลืมอะไรง่ายคือลำดับแรกปีที่แล้วแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยใช้เงินเพียง 10 ล้านปอนด์กับเฟเดริโก้ เคียซ่า ปีกทีมชาติอิตาลี และการตีตราจอง 25 ล้านปอนด์กับ จอร์จี มามาร์ดาชวิลี่ ผู้รักษาประตูทีมชาติจอร์เจีย ก่อนจะได้เงินกลับมากว่า 60 ล้านปอนด์ในการปล่อยตัวนักเตะมาในปีนี้ ลิเวอร์พูล ได้เซ็นสัญญากับ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ กองกลางด้วยค่าตัวสถิติของอังกฤษในอนาคตที่ 116 ล้านปอนด์ โดยจ่ายเงินสด 100 ล้านปอนด์ พร้อมกับจ่ายเงิน 40 ล้านปอนด์ และ 29.5 ล้านปอนด์ตามลำดับสำหรับฟูลแบ็คอย่างมิลอส เคอร์เกซ และเฌเรมี ฟริมปง แต่ก็ได้เงินคืนมาจากการขายนักเตะไปกว่า 60 ล้านปอนด์“หงส์แดง” มีโปรโตคอลชัดเจนว่า ซีซั่นนี้พวกเขาจะหากองหน้ารายใหม่เข้ามาเสริมทีม ยิ่งการเสีย ดีโอโก้ โชต้า ไปแบบไม่คาดคิดอย่างนั้น ยิ่งทำให้หมากนี้ต้องเดินหน้าให้มากขึ้นกว่าเดิมทีมให้ความสนใจอย่างจริงจังในตัว อูโก้ เอคิติเก้ จากไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต มาเป็นเวลานานพอสมควร ค่าตัวที่ใกล้จะตกลงกันได้นั่นคือ 70 ล้านปอนด์เป็นอย่างน้อยลิเวอร์พูล ยังได้ติดตาม โยอัน วิสซ่า ของเบรนท์ฟอร์ด และโอลลี่ วัตกินส์ ของแอสตัน วิลล่า อย่างใกล้ชิด ขณะที่พวกเขากำลังพิจารณาตัวเลือกกองหน้าหลายตำแหน่งคำถามจึงมีขึ้นว่า แล้วทีมของ อาร์เน่อ ชล็อต จะจ่ายเงินซื้อนักเตะมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร และพวกเขามีงบประมาณมากพอที่จะจ่ายมากกว่านี้หรือไม่?ตอบสบายคือ “ทำได้” สบาย เนื่องจาก “รายได้” ของลิเวอร์พูล เพิ่มขึ้นอย่างมากในปีนี้ ด้วยปัจจัยสำคัญหลายประการ1.พวกเขาได้รับเงินรางวัล 175 ล้านปอนด์จากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่แล้วโดย Equal Share จะอยู่ที่สโมสรละ 86.9 ล้านปอนด์ ซึ่งคาดกันว่า ปกติแล้วจะได้เงินสูงสุดคือ 150 ล้านปอนด์ แต่ ลิเวอร์พูล ทะยานไกลมาก2.เป็นปีแรกที่อัฒจันทร์ฝั่ง “แอนฟิลด์ โร้ด เอนด์” เปิดเข้าชมแบบเต็มซีซั่น หลังจากขยายใหญ่ขึ้นและมีความจุที่มากขึ้น54,000 เป็นมากกว่า 61,000 ที่นั่ง ยังช่วยเพิ่มรายได้จากแมทช์เดย์อย่างมีนัยสำคัญ3.ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พวกเขาได้เซ็นสัญญาชุดแข่งใหม่กับอาดิดาส ซึ่งบางคนรายงานว่ามีมูลค่า 60 ล้านปอนด์ต่อฤดูกาล ซึ่งมากกว่าข้อตกลงปัจจุบันกับ ไนกี้ซีซั่นที่แล้ว ลิเวอร์พูล มีสปอนเซอร์ที่จ่ายเงินหลัก ๆ มากมาย ที่เราเห็นผ่านหน้าสื่อบ่อย ๆ อาทิ Standard Chartered, Expedia, Nike, AXA ที่อยู่บนเสื้อแข่ง และเสื้อซ้อมแต่จริง ๆ แล้วมากกว่า 24 แบรนด์ ที่ “จ่ายหนัก” ให้กับสโมสร4.อันนี้สำคัญ นั่นคือ ปัจจัยเหล่านี้ มาบวกกับการที่ “ไม่ใช้จ่ายในตลาด”หมายความว่า ลิเวอร์พูล อยู่ในเกณฑ์ที่สอดคล้องกับกฎกำไรและความยั่งยืน (PSR) ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งจำกัดการขาดทุนของสโมสรไว้ที่ 105 ล้านปอนด์ภายในระยะเวลา 3 ปี3 ปีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ใช้เงินน้อยที่สุดในบรรดาทีม “ท็อปซิกซ์” โดยใช้เงินไปเพียง 325 ล้านปอนด์ ซึ่งเงินจำนวนนี้รวมกับการซื้อ เวียร์ตซ์ 100 ล้านปอนด์ไปแล้วอีกด้วยหนึ่งข้อที่ลืมไม่ได้ต่อไปคือ ช่องว่างในการปรับงบประมาณในการย้ายทีมอีกมาก เหมือนกับที่ เชลซี ทำ นั่นก็คือ “แบ่งจ่ายเป็นงวด”'โมเดลของลิเวอร์พูล' ใน 3 ฤดูกาลหลังสุด พวกเขาใช้เงินไปไม่ถึง 200 ล้านปอนด์ ถ้ายกตัวอย่างตรงกันข้ามที่ชัดเจนมาก ๆ คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มียอดใช้จ่ายสุทธิ 119 ล้านปอนด์, 133 ล้านปอนด์ และ 190 ล้านปอนด์ ใน 3 ฤดูกาลหลังสุดรายงานจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเงินระบุว่า ลิเวอร์พูล ไม่ได้อยู่ใน 10 อันดับแรกของประเทศที่ใช้จ่ายเงินซื้อนักเตะสูงสุดเลย นับตั้งแต่ปี 2019โมเดลของลิเวอร์พูล ที่เราลองพิจารณากันได้ นั่นก็คือ มาจากการเพิกเฉย การไม่สนต่อเสียงวิจารณ์ และซื้อนักเตะเฉพาะเมื่อพวกเขาสามารถพัฒนาทีมได้อย่างแท้จริง มันเป็นกลยุทธ์แบบ Moneyball ที่มาจากการวิเคราะห์จากภายนอกมากกว่า“ลิเวอร์พูล ไม่เคยซื้อนักเตะเพราะแรงกดดันจากภายนอก เขาไม่รู้สึกกังวลเมื่อแฟนๆ เรียกร้องให้เซ็นสัญญาเพิ่ม”ดังนั้นการซื้อนักบอลในตลาดนี้ พวกเขาทั้งหมดจะช่วยยกระดับทีมลิเวอร์พูล และหงส์แดงก็มีช่องว่างในการซื้อนักเตะ PSR อีกเหลือเฟือเราจะสังเกตุได้ว่า ที่ผ่านมาในยุคของ เยอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกและพรีเมียร์ลีกระหว่างที่อยู่กับแอนฟิลด์นาน 9 ปี ก่อนที่จะย้ายออกไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2024การเซ็นสัญญาครั้งใหญ่ของ คล็อปป์ นั้นกระจายตัวกันไปตามตลาดซื้อขายนักเตะที่แตกต่างกันในช่วงเวลาที่เขาอยู่กับสโมสรอาทิเช่น เซ็นสัญญากับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังจากเซาแธมป์ตันด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ในเดือนมกราคม 2018, อลิสซอน ผู้รักษาประตูจากโรมาด้วยค่าตัว 66.8 ล้านปอนด์ในเดือนกรกฎาคม 2018 และโดมินิก โซบอสซ์ไล กองกลางจากแอร์เบ ไลป์ซิกด้วยค่าตัว 60 ล้านปอนด์ในเดือนกรกฎาคม 2023Financial Times คาดการณ์ว่ารายได้รวมจะอยู่ที่ประมาณ 714 ล้านปอนด์ ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าประมาณ 100 ล้านปอนด์ อำนาจทางการเงินที่เพิ่มขึ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสุดท้ายกุญแจสำคัญสู่อิสรภาพทางการค้าของลิเวอร์พูลในปัจจุบัน คือสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำในฤดูกาลก่อนๆการใช้จ่ายในช่วงปีสุดท้ายของ เยอร์เกน คล็อปป์ ค่อนข้างน้อย ฤดูร้อนที่ผ่านมา และปีแรกของ ชล็อต ที่แอนฟิลด์ ใช้เงินไม่ถึง 40 ล้านปอนด์ทำให้โครงสร้างทางการเงินดีมากสรุปคือ สิ่งที่อาจดูเหมือนเป็นการเบี่ยงเบนจากคุณค่าทางการเงินของลิเวอร์พูลอย่างกะทันหันนั้น แท้จริงแล้วเป็นผลมาจากวินัยที่สั่งสมมาหลายปีสำคัญที่สุดก็คือ ทีมบริหารได้ฉวยโอกาสจากช่วงเวลาแห่งความแข็งแกร่ง และใช้อำนาจทางการเงินที่มีอยู่เพื่อดำเนินการอย่างเต็มที่ และมีความรับผิดชอบลิเวอร์พูลไม่ได้ทุ่มเงินจนหมดตัว หรือรวยอะไรเลยแค่ไปกด ATM เวลาที่ต้องใช้เงิน และไม่โหลดแอพสแกนจ่าย หรือใช้บัตรเครดิตเต็มที่คือ “บัตรเดบิต” เท่านั้นแล……..บี แหลมสิงห์
เหตุผลสำคัญ’หงส์’กางปีก: ‘เศรษฐีใหม่’หรือแค่’รู้จักใช้เงิน’
by
Tags: