เปลี่ยนมือถือเก่าเป็นเซิร์ฟเวอร์ ช่วยลดขยะไอทีและต้นทุนคลาวด์ สรุปงานวิจัย UCSD ทางเลือกใหม่ของสตาร์ทอัพและสถาบันการศึกษาที่งบน้อยล่าสุดทีมนักวิจัยจาก University of California San Diego ร่วมมือกับ Google ผุดไอเดีย เปลี่ยนมือถือเก่าเป็นเซิร์ฟเวอร์ เพื่อสร้างฐานข้อมูลแบบดาต้าเซ็นเตอร์ราคาประหยัดแถมผลทดสอบดันออกมาพีคตรงที่ ประสิทธิภาพแบบ Single-core ของชิปมือถือตกรุ่นไม่กี่ปี ดันแรงแซงหน้าซีพียูเซิร์ฟเวอร์ระดับองค์กรบางรุ่นเสียอีก งานนี้บอกเลยว่าไม่ได้มาเล่นๆ เพราะพวกเขากำลังเปลี่ยนขยะไอทีที่ทั่วโลกปวดหัวให้กลายเป็นขุมพลังคำนวณที่จับต้องได้จริงครับโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Google Research โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหา Embodied Carbon หรือก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตอุปกรณ์ ซึ่งสมาร์ทโฟนที่เราเปลี่ยนกันทุกๆ 2-3 ปีนี่แหละคือตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดขยะไอทีปริมาณมหาศาล การยืดอายุการใช้งานให้พวกมันมารับบทบาทใหม่ในห้องเซิร์ฟเวอร์จึงช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้โดยตรง แต่สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้มีความเป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษ์โลกแบบหล่อๆ แต่เป็นเรื่องของ ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพที่แรงเกินตัวครับวิธีการของทีม UCSD คือการนำเครื่อง Google Pixel รุ่นเก่ามา ชำแหละ เอาชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นต่องานประมวลผลออกให้หมด ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ, แบตเตอรี่, กล้อง, ลำโพง หรือฝาหลัง ให้เหลือเพียงแค่เมนบอร์ดและชิปมือถือ (SoC) เพียวๆ เท่านั้นจากนั้นทีมงานก็จัดการล้างระบบ Android ทิ้ง แล้วแฟลชระบบปฏิบัติการ Linux สำหรับเซิร์ฟเวอร์เข้าไปแทน พร้อมกับใช้ซอฟต์แวร์การจัดการระดับองค์กรอย่าง Kubernetes เข้ามาช่วยควบคุม ให้ระบบมองเห็นมือถือเปลือยเปล่าเหล่านั้นเป็น Node คำนวณขนาดย่อมที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพตัวเลขจากการทดสอบด้วย SPEC benchmark โชว์ให้เห็นข้อมูลที่น่าทึ่งมากครับ เพราะ ชิปมือถือ สถาปัตยกรรม ARM บนสมาร์ทโฟนตกรุ่นประมาณ 3 ปี (เช่น ชิปใน Pixel Fold ปี 2023) มีประสิทธิภาพต่อคอร์เดี่ยว (Single-threaded) ชนะชิปเซิร์ฟเวอร์ x86 อย่าง AMD EPYC ที่อยู่ในเครื่องระดับเทพอย่าง Asus RS720A-E11 ในหลายๆ เวิกโหลดแน่นอนว่าถ้าเทียบพลังดิบรวมทั้งหมดแบบ Multi-core เซิร์ฟเวอร์ของแท้ยังกินขาดแบบเทียบไม่ติด แต่ทีมนักวิจัยพบว่า หากนำสมาร์ทโฟนเก่าประมาณ 25 ถึง 50 เครื่องมาเชื่อมต่อกันเป็นคลัสเตอร์ มันจะสามารถให้พลังประมวลผลเทียบเท่ากับ CPU ระดับเซิร์ฟเวอร์แบบ Dual-socket ได้เลยทีเดียวปัจจุบันระบบนี้ถูกนำมาใช้งานจริงแล้วในสเกลเล็ก โดยทีมงานสร้างคลัสเตอร์จากมือถือ 20 เครื่อง ซึ่งแรงพอที่จะรันเว็บแอปพลิเคชันให้บริการนักศึกษาในคลาสเรียนกว่า 75 คนได้อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์ราคาแพง และก้าวต่อไปของทีมวิจัยคือการสเกลระบบขึ้นไปเป็น 2,000 เครื่องภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะสามารถรองรับคลาสเรียนขนาดใหญ่ได้พร้อมกันนับร้อยคลาส ช่วยลดต้นทุนค่าบริการคลาวด์ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นตามราคาแรมและสตอเรจในตลาดปัจจุบันในความเป็นจริง นี่ฝันกลางวันของสายกรีน หรือทางรอดใหม่ขององค์กร?ฟังดูเหมือนเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกใช่ไหมครับ? แต่ในฐานะคนวงการเทค เราต้องมองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาและใส่ความ เอ๊ะ ไว้ก่อน เพราะในความเป็นจริง ค่ายคลาวด์ยักษ์ใหญ่อย่าง AWS, Azure หรือ Google Cloud คงไม่มีวันทิ้งตู้แร็คมาตรฐานระดับโลกแล้วหันมานั่งร้อยสายไฟเชื่อมบอร์ดมือถือเก่าๆ พันเครื่องแน่นอนเนื่องจากการบริหารจัดการฮาร์ดแวร์ที่หลากหลาย และระบบเน็ตเวิร์กของบอร์ดมือถือมันซับซ้อนเกินกว่าสถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ยุคใหม่จะรับไหว แถมเรื่อง “ความทนทาน” ของฮาร์ดแวร์ฝั่ง Consumer ที่ต้องเปิดรันเวิร์กโหลดหนักๆ ตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีหยุดพัก ก็ยังเป็นเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ว่าบอร์ดจะไหม้หรือชิปจะเสื่อมสภาพไปก่อนเวลาอันควรหรือไม่อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่แท้จริงของโปรเจกต์นี้ไม่ได้อยู่ที่การไปท้าชนกับยักษ์ใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกลเลอร์ แต่มันคือ Micro-Data Center สำหรับสถาบันการศึกษา, กลุ่มนักวิจัยขนาดเล็ก หรือสตาร์ทอัพงบน้อย ที่ต้องการรันเวิร์กโหลดแบบกระจายศูนย์ ที่ไม่ได้ต้องการชิป AI ตัวท็อปรุ่นล่าสุด ชิปมือถือเก่าเหล่านี้เคยพิสูจน์ตัวเองมาแล้วในภารกิจหินๆ อย่างชิป Snapdragon 801 ที่เคยอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ Ingenuity ของ NASA บนดาวอังคารได้ครับที่มาtechspot⭐️Techhub รวม How To , Tips เทคนิค อัปเดตทุกวันกดดูแบบเต็มๆ ที่ www.techhub.in.th
แก้ปัญหาขยะ Google จับมือนักวิจัย เปลี่ยนมือถือเก่าเป็นเซิร์ฟเวอร์
by
Tags: