แก๊งคอลเซ็นเตอร์บีบนักศึกษาหลอกพ่อแม่ สูญ 1.5 ล้าน

ACSC เปิดพฤติการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ ข่มขู่นักศึกษาให้หลอกพ่อแม่อ้างขอทุนเรียนต่อต่างประเทศ พบ 2 เคส ตำรวจช่วยระงับเหตุหนึ่งราย ขณะที่อีกเคสเสียหายกว่า 1.5 ล้านบาทศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยพฤติการณ์ของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มนักศึกษา โดยใช้วิธีปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์และตำรวจ กล่าวหาว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ก่อนสร้างความกลัว กดดันให้แยกตัวจากครอบครัว และบังคับให้หาเงินจากผู้ปกครอง โดยวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือนักศึกษาได้ 2 กรณีการปฏิบัติการอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร.เคสแรก ธนาคารพบพิรุธ ช่วยหยุดเงิน 310,000 บาททันเวลากรณีแรก ACSC ประสานตำรวจ สภ.เมืองมหาสารคาม เข้าตรวจสอบนักศึกษาอายุ 18 ปี ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม ขณะกำลังถอนเงินสด 310,000 บาท เพื่อนำไปโอนตามคำสั่งของกลุ่มมิจฉาชีพจุดสำคัญที่ช่วยหยุดความเสียหายครั้งนี้ คือ เจ้าหน้าที่ธนาคารสังเกตเห็นความผิดปกติของลูกค้า จึงประสานตำรวจและช่วยชะลอการทำธุรกรรม กระทั่งตำรวจเดินทางมาถึงและแจ้งให้นักศึกษาทราบว่ากำลังเสี่ยงตกเป็นเหยื่อ ก่อนระงับการถอนเงินไว้ได้จากข้อมูลที่ผู้เสียหายให้กับตำรวจ ระบุว่า ก่อนหน้านั้นได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ AIS และกล่าวหาว่าเบอร์โทรศัพท์ของผู้เสียหายถูกนำไปใช้หลอกผู้อื่นในพื้นที่ สภ.เมืองพิจิตร จากนั้นมีการอ้างว่าจะโอนสายไปยังตำรวจ สภ.พิจิตร และให้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มมิจฉาชีพยังส่งเอกสารที่มีลักษณะคล้ายเอกสารราชการ พร้อมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหาย ก่อนกล่าวหาว่ามีบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และอ้างว่าต้องส่งเงินให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบภายใน 30 นาที มิฉะนั้นจะถูกออกหมายจับอีกหนึ่งวิธีที่ถูกนำมาใช้คือการสั่งห้ามผู้เสียหายบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ พร้อมขู่ว่าผู้ที่รับรู้เรื่องดังกล่าวอาจถูกดำเนินคดีไปด้วยเมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงินสด มิจฉาชีพจึงกำหนดเรื่องราวให้โทรศัพท์ไปขอเงินจากพ่อแม่ โดยให้อ้างว่าจำเป็นต้องใช้เงินด่วนเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ ผู้ปกครองซึ่งประกอบอาชีพค้าขายจึงโอนเงินมาให้ ก่อนที่นักศึกษาจะเดินทางไปธนาคารตามคำสั่งแม้ระหว่างการสนทนาผู้เสียหายเริ่มสงสัยและบันทึกเสียงรวมถึงวิดีโอไว้ อีกทั้งพยายามค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต แต่ฝ่ายมิจฉาชีพใช้วิธีเร่งเวลาและกดดันอย่างต่อเนื่อง กระทั่งตำรวจเข้าระงับเหตุได้ก่อนเงินถูกส่งออกไปเคสสอง เปิดห้องแยกตัว วิดีโอคอลควบคุมกว่า 2 วันกรณีที่สอง ACSC ประสานตำรวจ สภ.พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ช่วยเหลือนักศึกษาหญิงอายุ 22 ปี หลังเริ่มถูกหลอกตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2569พฤติการณ์เริ่มจากบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ AIS โทรศัพท์แจ้งว่า ผู้เสียหายมีชื่อเป็นเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกนำไปใช้หลอกประชาชนหลายรายในพื้นที่ สภ.เมืองระนอง ก่อนให้เพิ่มบัญชีไลน์ที่อ้างว่าเป็นของสถานีตำรวจ และพูดคุยกับบุคคลที่ปลอมตัวเป็นตำรวจมิจฉาชีพกล่าวหาว่านักศึกษามีบัญชีรับเงินผิดกฎหมาย ก่อนสั่งให้ไปเปิดห้องพักและอาศัยอยู่ตามลำพัง ห้ามแจ้งเรื่องให้บุคคลอื่นทราบ พร้อมบังคับให้เปิดวิดีโอคอลอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวและการติดต่อของผู้เสียหายจากนั้นคนร้ายอ้างว่าสามารถช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ แต่ต้องนำเงินสด 1 ล้านบาทมาค้ำประกัน เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงิน จึงถูกบังคับให้โทรศัพท์หาผู้ปกครองและแต่งเรื่องว่าได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่จำเป็นต้องมีเงินในบัญชี 1 ล้านบาทเพื่อใช้ประกอบการขอทุนวันที่ 27 สิงหาคม ผู้เสียหายถอนเงินสด 1 ล้านบาท และนำไปส่งให้ชายคนหนึ่งที่ลานจอดรถของโรงแรมตามจุดที่นัดหมายต่อมา มิจฉาชีพยังอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอ และสั่งให้นักศึกษาขอเงินจากครอบครัวเพิ่มอีก 500,000 บาท โดยให้เหตุผลกับผู้ปกครองว่าเป็นเงินสำหรับยืนยันลำดับคิวขอทุนเรียนต่อต่างประเทศ ก่อนนำเงินไปส่งให้ชายคนเดิมในวันที่ 28 สิงหาคมตลอดระยะเวลากว่า 2 วัน ผู้เสียหายถูกบังคับให้วิดีโอคอลอย่างต่อเนื่อง และยังถูกเรียกเงินเพิ่มอีก 100,000 บาท จนเกิดความเครียด ก่อนพยายามยืมเงินเพื่อน 20,000 บาท และติดต่อขอยืมเงินจากแฟนหนุ่มความผิดปกติดังกล่าวทำให้พ่อและแฟนของนักศึกษาเกิดความสงสัย จึงแจ้งตำรวจ สภ.พุทธมณฑล ให้ช่วยติดตาม กระทั่งเจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวและช่วยเหลือได้เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมACSC ระบุว่า กรณีนี้มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 1.5 ล้านบาท ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน โดยทราบข้อมูลบุคคลในขบวนการที่ทำหน้าที่รับเงินสดจากผู้เสียหายแล้ว และอยู่ระหว่างติดตามตัวพร้อมขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องACSC ย้ำ ตำรวจจริงไม่วิดีโอคอลสอบสวน-ไม่สั่งโอนเงินพิสูจน์ความบริสุทธิ์ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์เตือนนักศึกษาและประชาชนให้ระวังบุคคลที่อ้างเป็นตำรวจ ปปง. DSI หรือหน่วยงานรัฐ พร้อมยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจริงไม่มีขั้นตอนโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนและควบคุมตัว รวมถึงไม่มีการส่งหมายจับหรือหมายเรียกผ่านไลน์ และจะไม่สั่งให้ประชาชนโอนเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์สำหรับสายที่อ้างเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ สถาบันการเงิน หรือธนาคาร และแจ้งว่าเบอร์โทรศัพท์หรือบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับคดี ประชาชนควรวางสายและตรวจสอบโดยติดต่อหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างโดยตรงผ่านช่องทางทางการACSC ยังขอให้ผู้ปกครองสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน โดยเฉพาะการแยกตัว เก็บตัวผิดปกติ หรือขอเงินก้อนโดยอ้างเป็นค่าเทอม เงินประกันทุน หรือเงื่อนไขสำหรับศึกษาต่อต่างประเทศ ควรตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานเจ้าของทุนโดยตรงหากสงสัยว่ากำลังเผชิญขบวนการสแกมเมอร์ สามารถขอคำปรึกษาจากสถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือติดต่อสายด่วนศูนย์ AOC 1441 เพื่อรับคำแนะนำและดำเนินการโดยเร็วทั้งนี้ การดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย ผู้ต้องหาหรือจำเลยถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดสถิติ ‘หลอกขายสินค้า’ รอบสัปดาห์ ทะลุ 177 ล้านตร.เตือนภัย งานแอดมินเงินดี เสี่ยงตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์“SHIELD” อาวุธใหม่ของไทย ยกระดับสงครามปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์รู้ทันโปรไฟล์ปลอม! ตำรวจเตือนภัยออนไลน์ ระวังถูกหลอกขนยาเสพติดข้ามชาติเปิดแผนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น 3 ชั้น หลอกโอนเงิน เสียหายกว่า 200 ล้าน


Posted

in

by

Tags: