แพ้ยกแรกไม่ใช่จบ แต่สัญญาณอวสานชัด! หลังศาล ปค.สูงสุด ชี้ คำสั่งให้ออก “บิ๊กโจ๊ก” ชอบด้วยกม. ย้อนไทม์ไลน์คดีวินัยแบบมัดรวม

เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากคนในแวดวงสีกากีและประชาชนทั่วไป กรณีศาลปกครองสูงสุด นัดชี้ชะตาตำรวจคนดัง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. ปมถูก "บิ๊กต่าย" พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ขณะดำรงตำแหน่ง รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโดย "บิ๊กโจ๊ก" ยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี ซึ่งบทสรุปของคดีนี้ คือ ศาลคำพิพากษายกฟ้องคำพิพากษาดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับเป็นการยืนยันว่า คำสั่งให้ออกจากราชการของอดีตนายตำรวจระดับสูงรายนี้ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า คำสั่งดังกล่าวดำเนินการภายใต้อำนาจตามกฎหมายและระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) อย่างถูกต้อง โดยมีมูลเหตุสำคัญ คือ ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการเป็นข้าราชการตำรวจระดับสูงที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาร้ายแรง จนศาลอาญาได้ออกหมายจับ ซึ่งไม่ใช่ความผิดลหุโทษหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อดังนั้น คำสั่งที่ลงนามโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ขณะดำรงตำแหน่ง รรท.ผบ.ตร. จึงถือว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่และชอบด้วยกฎหมายทุกประการอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ศาลวินิจฉัย คือ ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายโจทก์ที่ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวอาจขาดความเป็นกลาง เนื่องจากอาจส่งผลให้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้รับการคัดเลือกเป็น ผบ.ตร. ในเวลาต่อมา โดยศาลชี้ชัดว่า การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ยังต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ในหลายด้าน ทั้งความรู้ ความสามารถ คุณสมบัติ และความประพฤติ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไม่เป็นกลางอย่างไรก็ตามใช่ว่าประตูทุกบานของ "บิ๊กโจ๊ก" จะปิดสนิทซะเลยทีเดียว เพราะปมให้ออกจากราชการเป็นเพียงแค่การต่อสู้ยกแรกเท่านั้น เป็นแค่การ "เผาหลอก" ไม่ใช่เป็นการตอกฝาโลง "บิ๊กโจ๊ก" บนเส้นทางสีกากี เพราะคำสั่งไล่ออกจากราชการที่ไล่หลังมาต่างหากที่เรียกว่าเป็นการ "เผาจริง"ถึงแม้ว่าโอกาสรอดแทบจะเป็นศูนย์ เพราะกรณีดังกล่าวก.พ.ค.ตร.ในประชุมเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 มีมติเอกฉันท์ให้ยกอุทธรณ์ ทำให้ "บิ๊กโจ๊ก" ต้องกลับมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดอีกครั้ง ถ้าหากครั้งนี้ศาลยกฟ้องอีก เส้นทางสีกากีของ "บิ๊กโจ๊ก" มีอันต้องสิ้นสุดเพียงเท่านี้ แถมยังจะถูกถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ลาภยศที่ "บิ๊กโจ๊ก" ตะเกียกตะกายไขว่คว้ามาทั้งชีวิต มีอันต้องอันตรธานหายไปอย่างถาวร แบบไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้อีกนี่ยังไม่นับรวมคดีอาญาที่เสมือนเวรกรรมที่ไล่หลังตามมาอีกเพียบ ทั้งคดีฟอกเงินเว็บพนัน 2 คดี และล่าสุดคดีติดสินบนทองคำแท่งกรรมการป.ป.ช. กราฟชีวิตของ "บิ๊กโจ๊ก" หลังจากนี้ หากจะเรียกว่าดิ่งชนิดหัวทิ่มปักลงเหวก็คงไม่ผิดนักทีมข่าวอาชญากรรม ไล่เรียงไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคดีวินัยของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดังนี้25 กันยายน 2566 ตำรวจชุดปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (PCT5) สนธิกำลังตำรวจคอมมานโด และตำรวจไซเบอร์ นำหมายค้นและหมายจับขอเข้าตรวจค้นบ้านพักของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อจับกุมนายตำรวจลูกน้องคนสนิทพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จำนวน 8 นาย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์และฟอกเงินวันเดียวกัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาตอบโต้ทันทีว่าการบุกค้นบ้านครั้งนี้เป็นขบวนการดิสเครดิต27 กันยายน 2566 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ในขณะนั้น มีคำสั่งให้ลูกน้องคนสนิทพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ 8 นาย ประกอบด้วย 1.พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ ผบก.ศฝร.บช.น. 2.พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย รองผบก.สส.ภ.4 3.พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ผกก.ตม.จว.ชลบุรี บก.ตม.3 4.พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ผกก.ตม.จว.ฉะเชิงเทรา บก.ตม.35.พ.ต.อ.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รองผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ จว.สมุทรปราการ 6.พ.ต.ต.ชานนท์ อ่วมทร สวป.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จว.สมุทรปราการ 7.ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ คนยงค์ ผบ.หมู่ (ป.) สภ.บางปะกง จว.ฉะเชิงเทรา 8.ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. ปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ผอ.ศปก.ตร. มอบหมาย4 มีนาคม 2567 ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติรับสำนวนคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และพวก รวม 5 คน ถูกกล่าวหาพัวพันเครือข่ายเว็บพนันมินนี่ และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 149 ซึ่งเป็นสำนวนคดีที่ 2 ที่ บก.ปปป.ส่งมาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ12 มีนาคม 2567 พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.น. เดินทางไปศาลอาญา เพื่อขอออกหมายจับกลุ่มนายตำรวจ 4 นาย โดยในกลุ่มนั้นเป็นนายตำรวจระดับสูง 1 และพลเรือนอีก 1 ในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิด ฐานฟอกเงิน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ตามที่สมคบกัน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 10 จากเว็บพนันเว็บ BNK Master มีชื่อของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมอยู่ด้วย20 มีนาคม 2567 ช่วงเช้า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้เรียกให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย หลังเปิดศึกน้ำลายตอบโต้กันผ่านสื่อมวลชนต่อมา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ พร้อม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดโต๊ะแถลงเคลียร์ใจอย่างชื่นมื่นแต่วันเดียวกันนั้นเอง นายเศรษฐา ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. (ในขณะนั้น) รักษาการแทน ผบ.ตร.ขณะเดียวกันนายเศรษฐา ยังได้ลงนามในหนังสือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 109/2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฎเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ เป็นประธานกรรมการ นายชาติพงษ์ จีระพันธุ และพล.ต.อ.วินัย ทองสอง เป็นกรรมการ18 เมษายน 2567 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ในฐานะรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ได้ลงนามคำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมลูกน้องอีก 4 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง อีกทั้งศาลอนุมัติหมายจับคดีฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์ โดยให้คำสั่งนั้นมีผลทันที25 เมษายน 2567 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้ายื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ชี้ว่าการลงนามของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เป็นการออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย29 เมษายน 2567 พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร เรียกประชุมคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงครั้งแรก มีมติเรียกพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวกรับทราบข้อหาภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 256720 มิถุนายน 2567 นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 119/2567 ลงวันที่ 20 มี.ค.2567 โดยสอบทั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ26 มิถุนายน 2567 ที่ประชุม ก.ตร.มีมติ 12 ต่อ 0 เห็นว่า คำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมาย6 สิงหาคม 2567 ที่ประชุม ก.พ.ค.ตร. วินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2567 ที่ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นคำสั่งที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ที่กฎหมาย และกฎ ก.ตร. กำหนด และเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสม จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองวันเดียวกันสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และภรรยา รวม 3 รายการ มูลค่าประมาณ 4.8 แสนบาท เนื่องจากพบเงินเวนคืนกรมธรรม์เป็นทรัพย์จากคดีเว็บพนัน15 สิงหาคม 2567 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พ้นจากตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 256716 ธันวาคม 2567 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยชี้ว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไม่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย11 มีนาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ลงนามคำสั่งไล่ออกจากราชการ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับลูกน้องอีก 4 คน ประกอบด้วย พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร รองผบก.ภ.จว.สงขลา ,พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รองผกก.สส.สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ,ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว ผบ.หมู่ (ทำหน้าที่จราจร) งานปฏิบัติการจราจรตามโครงการพระราชดำริ 1 กก.6 บก.จร. และ ส.ต.อ.ณัฐนันท์ ชูจักร ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร.11 เมษายน 2568 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการต่อก.พ.ค.ตร.4 ธันวาคม 2568 ก.พ.ค.ตร.มีมติเอกฉันท์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวก9 มกราคม 2569 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง ชี้คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมายwebsite : mgronline.comfacebook : MGRonlineLivetwitter : @MGROnlineLiveinstagram : mgronlineline : MGROnlineyoutube : MGR Online VDO


Posted

in

by

Tags: