“ไทยพร้อมไหม? คนเกิดน้อย-ครัวเรือนหด วิกฤตสะเทือนโครงสร้าง“เศรษฐกิจสังคม”

ถือเป็นเวลากว่า 15 ปี ที่การทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ ทั่วประเทศของไทยกลับมาทำการสำรวจอีกครั้ง โดยครั้งล่าสุด เมื่อ ปี 53 แต่พอมาถึงปี 63 ไม่ได้มีการสำรวจ…ถือเป็นเวลากว่า 15 ปี ที่การทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ ทั่วประเทศของไทยกลับมาทำการสำรวจอีกครั้ง โดยครั้งล่าสุด เมื่อ ปี 53แต่พอมาถึงปี 63ไม่ได้มีการสำรวจเนื่องจากติดสถานการณ์โควิด-19ระบาด จึงเลื่อนมาเป็นปี 68และล่าสุด ทาง สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเผยสำรวจ สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 12 และสำมะโนเคหะ ครั้งที่ 6 เบื้องต้นแล้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากการสำรวจให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จัดทำนโยบายและวางแผนพัฒนาในทุกด้าน เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยล่าสุดได้เผยผลสำรวจเบื้องต้นมีข้อมูลโครงสร้างประชากรของไทย ที่เปลี่ยนไปในรอบ 15 ปี ที่น่าสนใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อเกี่ยวเนื่องต่อเรื่องต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องเตรียมพร้อมในการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น“เอกพงษ์ หริ่มเจริญ” ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) บอกว่า การสำรวจในปี 68 ที่ผ่านมา ดำเนินการแบบเจ้าหน้าที่ลงเคาะประตูบ้าน และประชาชนให้ข้อมูลผ่าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ซึ่งเมื่อนำผลสำรวจมาประมวลตามหลักวิชาการแล้ว เบื้อนต้น พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน และมีจำนวนครัวเรือน 26.30 ล้านครัวเรือน ขณะที่อัตราเพิ่มของประชากรลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 0.42 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากร“ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มของประชากรที่ลดลง ในแต่ละปีมีคนเกิดใหม่น้อยลงกว่าคนตาย อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete-aged Society ในขณะที่จำนวนเด็กและวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของประเทศในการออกแบบระบบแรงงาน ระบบสวัสดิการ และระบบบริการสุขภาพให้สอดรับกับสังคมอายุยืน”นอกจากนี้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะยังสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 2.5 คนต่อครัวเรือน จากประมาณ 6 คนต่อครัวเรือนในช่วงเวลา 45 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ครัวเรือนเดี่ยวและการอยู่อาศัยในอาคารชุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นในการวางผังเมืองและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประชากรจริง โดยเฉพาะแนวคิด Universal Design เพื่อรองรับผู้สูงอายุและทุกช่วงวัย“ข้อมูลเชิงสถิติ ในการสำรวจครั้งนี้ มีความสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ แรงงาน การพัฒนาเมือง ที่อยู่อาศัย และระบบสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วน เช่น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยรองรับสังคมสูงวัย การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและความมั่นคงทางประชากรในระยะยาว ฯลฯ” ผู้อำนวยการ สสช. กล่าวจากข้อมูสำรวจดังกล่าวที่จำนวนเด็กเกิดใหม่และวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อตลาดแรงงาน เศรษฐกิจ และอุสาหกรรม อน่างแน่นอน ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกว่า การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป โดยประเทศไทยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายปีละประมาณ 1 แสนคน ทำให้คาดการณ์ว่าเมื่อถึงปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ไทยอาจมีประชากรทั้งประเทศเหลือเพียง 66 ล้านคน และคาดว่าปี 2031 หรือ พ.ศ. 2574 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ส่งผลถึงจำนวนแรงงานขาดแคลน ต้องนำเข้าแรงงานเข้ามา“ การนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ เมื่อมองกรณี เหตุการณ์ ปะทะชายแดนกัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหมด ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาเรื่องแรงงานทันที สิ่งที่ต้องเร่งร่วมมือทำ ก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรม สู่ Next Gen Industries หรือ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม เช่น เอไอ เข้ามาช่วยยกระดับ หรือ ช่วยให้ทำน้อย แต่ได้มาก ลดการพึ่งพาแรงงานคน และสิ่งสำคัญต้องปรับเปลี่ยน โครงสร้างทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรใหม่ พัฒนาสินค้าเน้นสู่ตลาดโลก”เมื่อโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปในเรื่องที่พักอาศัย ก็ต้องเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ โดยทาง “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้มุมมองว่า ในอนาคตคนในระดับล่างและกลาง จะเป็นเจ้าของบ้านได้ยากขึ้น เพราะเงินเฟ้อ ทำให้ราคาบ้านสูงขึ้นมากกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภค ตลาดกลุ่มกลาง-ล่าง รายได้ไม่ได้มีการปรับตัวมาตั้งหลายปีแล้วตั้งแต่หลังโควิด ขณะที่เงินออม ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ กระโดดสูงขึ้นมา ทำให้ไม่มีจุดตัด ส่งผลให้การซื้อบ้านทำได้แค่ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณเดิมเท่านั้นเอง ขณะเดียวกัน ธนาคาร สถาบันการเงิน ก็ เข้มงวด และปฏิเสธสินเชื่อ คนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้คนไทยไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ ต้องเช่าอยู่“ปัจจัยต่างๆ ทำให้ภาคอสังหาต้องปรับตัว ไปทำตลาด Ultra Luxury หรือตลาดหรูมากๆ ของใช้แพงขึ้น นำเข้าวัสดุอุปกรณ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้พลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็น้อยลง เพราะ ถ้าเป็นกลุ่มอสังหาฯ กลุ่มตลาดกลาง-ล่าง จะเป็นการใช้วัสดุในประเทศ เป็นส่วนใหญ่ ทั้ง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือกระเบื้อง ล้วนผลิตในประเทศทั้งหมด แต่ ตลาดบ้านหรูจะเน้นการนำเข้า การขับเคลื่อนระบบ Supply Chain ข้างหลังบ้านของอสังหาริมทรัพย์ก็น้อยลง”ขณะที่ “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่า ในช่วง 5-10 ปี จากนี้ เรื่องแรงงานยังไม่น่ากังวล ไทยยังมีจำนวนประชากรในกลุ่ม เจน ซี และ เจน วาย รองรับ แต่ปัญหาสังคมสูงวัยจะมีมากขึ้น ไทยจะแข่งขันได้อย่างไร แต่มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส ไทยควรจะเน้นการพัฒนาเป็นฮับของคนสูงวัย และฮับสุขภาพ เช่น การสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ พัฒนาคนเพิ่มอาชีพการดูแลผู้สูงอายุ จัดอบรมตามจังหวัดต่างๆ ไม่ต้องเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ช่วยสร้างงานท้องถิ่น และให้วีซ่าดึงคนต่างชาติ คนวัยเกษียณที่มีคุณภาพ เข้ามาพักอาศัย ระยะยาว เพราะต่างชาติ มองประเทศไทยดีมากๆ ทั้ง อาหาร ค่าครองชีพ ธรรมชาติ สถานที่สวยงาม ซึ่งคนกลุ่มนี้ เข้ามาอยู่ 1 ปี ต้องใช้เงินมากกว่า 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี หากทำได้ไทยก็จะสามารถดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาได้อีกมากอย่างไรก็ตามเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องการดูแลสุขภาพ รักษาพยาบาล ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน โดยทาง “นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ” นายกสมาคมการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย บอกว่า การดูแลสังคมสูงวัย แนวคิดของทั่วโลกถ้าใช้รูปแบบเดิมจะทำให้ ล่มสลายทางเศรษฐกิจแน่นอน เพราะว่าเรามีการจ่ายทั้งการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูจำนวนมากแนวคิดใหม่ คือ “ติดสังคมให้นาน นาน ป่วยให้สั้น ตายให้ไวอย่างมีศักดิ์ศรี”“การได้ข้อมูลประชากรต่างๆ มา จะช่วยให้รัฐออกแบบระบบสุขภาพ ว่าจะเน้นตรงการส่งเสริมป้องกันสุขภาพอย่างไร ขณะเดียวกันต้องให้ความรู้กับประชาชน การรักษาเอาเท่าที่จำเป็น ให้ความรู้เพื่อให้คนจากกันได้ โดยไม่ได้ยื้อกันมากจนเกินไป เรื่องอาหารการคุมแคลอรี่ การออกกำลังกาย และต้องเสริมเรื่องประกันสุขภาพ โดยส่วนตัวมองว่าคนที่ดูแลสุขภาพ มีการเก็บข้อมูลทางด้าน Health Data ด้านออกกำลังกาย ควรได้ซื้อเบี้ยประกันราคาที่ลดลง เพื่อส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพ เพื่อให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพลดลง ท้ายสุดรัฐบาลก็จะจ่ายน้อยลง”แม้ปัญหาสังคมสูงวัยจะส่งสัญญาณมานาน แต่สิ่งที่ต้องมอง ณ ปัจจุบัน คือ ไทยพร้อมรับมือกับผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?จิราวัฒน์ จารุพันธ์


Posted

in

by

Tags: