ไม่ใช่แค่คดีเดียว! คริสติน กุลสตรี กระชากหน้ากากสังคมไทย

เคสของ คริสติน กุลสตรี ไม่ได้เปิดแค่บาดแผลของเหยื่อ แต่กำลังเปิดโปง “โครงสร้างสังคม” ที่ปล่อยให้การคุกคามทางเพศดำรงอยู่ภายใต้ความเงียบ และคำถามคือ เราจะยังยอมรับมันต่อไปอีกนานแค่ไหนเรื่องของ คริสติน กุลสตรี ไม่ควรถูกจบลงแค่ความรู้สึก “สะเทือนใจ” แล้วเลือนหายไปตามวงจรข่าว เพราะสิ่งที่ถูกเปิดเผยออกมา ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดของคนคนหนึ่ง แต่มันคือ“ภาพจริง” ของสังคมที่ยังปล่อยให้การคุกคามทางเพศดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน โดยไม่มีใครหยุดมันอย่างจริงจังคำถามที่สังคมควรถาม ไม่ใช่เพียงว่า “ใครคือผู้กระทำ” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า “ทำไมเขาถึงทำได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ถูกหยุดตั้งแต่แรก”ในความเป็นจริง การคุกคามทางเพศในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่ถูกทำให้“เล็กลง” มาโดยตลอด ผ่านคำพูดที่คุ้นหู “แค่แซว” “แค่หยอก” “อย่าคิดมาก” คำเหล่านี้ไม่ใช่แค่การลดทอนความรุนแรงของพฤติกรรม แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้คนกระทำผิด โดยไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำและยิ่งปล่อยให้คำอธิบายแบบนี้ดำรงอยู่ได้นานเท่าไร เส้นแบ่งระหว่าง “พฤติกรรมไม่เหมาะสม” กับ “การคุกคาม” ก็ยิ่งเลือนหายลงไปทุกทีสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือสังคมไทยจำนวนไม่น้อยยังคงมีแนวโน้ม “ตั้งคำถามกับเหยื่อ” มากกว่าคนผิด—แต่งตัวยังไง ไปที่ไหน ทำไมไม่ปฏิเสธตั้งแต่แรก หรือแม้แต่ทำไมเพิ่งออกมาพูด คำถามเหล่านี้สะท้อนชัดว่า ในหลายกรณี เหยื่อไม่ได้ต้องต่อสู้แค่กับผู้กระทำ แต่ต้องต่อสู้กับ “สายตาของสังคม” ไปพร้อมกันนี่คือเหตุผลที่ทำให้ความเงียบยังคงถูกเลือกใช้ ไม่ใช่เพราะเหยื่ออ่อนแอ แต่เพราะสังคมยังไม่ปลอดภัยพอสำหรับความจริงและเมื่อความเงียบกลายเป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัยกว่า” การพูดออกมา คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดจึงไม่ใช่ใครอื่น แต่คือผู้กระทำที่สามารถดำเนินพฤติกรรมเดิมต่อไปได้โดยไม่มีแรงต้านในยุคดิจิทัล ปัญหานี้ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้น เพราะการคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ทางกายภาพอีกต่อไป แต่มันแทรกซึมอยู่ในทุกหน้าจอ ทุกแอปพลิเคชัน ทุกช่องทางสื่อสาร ทำให้เหยื่อ “หนีไม่พ้น” และผู้กระทำ“เข้าถึงได้ง่ายขึ้น” โดยแทบไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงใดๆคำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “เราจะป้องกันตัวเองอย่างไร” แต่คือ “ระบบที่มีอยู่ในวันนี้ ปกป้องใครกันแน่”เรามีกฎหมาย มีหน่วยงาน มีบทลงโทษ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้เสียหายจำนวนมากยังลังเลที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะกลัวความยุ่งยาก กลัวการถูกซ้ำเติม หรือกลัวว่าผลลัพธ์จะไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเผชิญเมื่อกระบวนการที่ควรเป็นที่พึ่ง กลับกลายเป็นภาระ นั่นคือสัญญาณชัดว่า “ระบบยังไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น”และตราบใดที่สังคมยังปล่อยให้ภาระของการป้องกันตกอยู่ที่เหยื่อเพียงฝ่ายเดียว ปัญหานี้ก็จะไม่มีวันถูกแก้ที่ต้นเหตุสังคมที่ปลอดภัย ไม่ได้เกิดจากการที่ผู้หญิงต้องระวังตัวมากขึ้น ไม่ได้เกิดจากการที่เหยื่อต้องเข้มแข็งขึ้น แต่เกิดจากการที่ “สังคมทั้งระบบ” ไม่ยอมรับความผิดปกติ และพร้อมจะหยุดมันตั้งแต่จุดเริ่มต้นกรณีของคริสติน กุลสตรี จึงไม่ใช่แค่คดีหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในหน้าข่าว แต่มันคือ “กระจก” ที่สะท้อนให้เห็นว่า เรากำลังอยู่ในสังคมแบบไหน และที่สำคัญกว่านั้น คือเราจะเลือก“ยอมรับ” หรือ“เปลี่ยนแปลง” มันเพราะถ้าคำตอบยังเป็นอย่างเดิมว่า “ก็เป็นแบบนี้แหละ”งั้นคำถามต่อไปคือแล้วเราจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน#คริสตินกุลสตรี #คุกคามทางเพศ #ตั้งคำถามสังคม #ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง #สิทธิสตรี #หยุดความเงียบ #สังคมไทยต้องเปลี่ยน #ไม่ใช่เรื่องเล็ก#siamrathonline


Posted

in

by

Tags: