ไม่ใช่แค่เรื่องเงินลงทุน แต่คือโอกาสทางธุรกิจระดับโลก แล้วอะไรทำให้ “ลิเวอร์พูล” กลายเป็นทีมที่มหาเศรษฐีเลือกเข้ามาลงทุน?ถ้าวันหนึ่งคุณมีเงินมากพอที่จะลงทุนกับอะไรก็ได้บนโลก แล้วต้องเลือก “สโมสรฟุตบอล” สักทีม คุณจะเลือกทีมไหน? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ทีมที่รวยที่สุด หรือทีมที่ซื้อนักเตะแพงที่สุด แต่อาจเป็นสโมสรที่มีบางอย่างซึ่งต่อให้มีเงินแค่ไหนก็สร้างขึ้นมาใหม่ไม่ได้ง่าย ๆนั่นคือ ลิเวอร์พูล..?เพราะล่าสุดชื่อของ เจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้ง Amazon กำลังเข้ามาอยู่ในดีลลงทุนครั้งสำคัญของลิเวอร์พูล โดยเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มทุนที่นำโดย อามิต บาเทีย และมี เอดูอาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook ร่วมอยู่ด้วยรายงานล่าสุดระบุว่า กลุ่มทุนดังกล่าวกำลังเข้าใกล้การเข้าซื้อหุ้นลิเวอร์พูลประมาณหนึ่งในสาม ขณะที่ Fenway Sports Group หรือ FSG ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นที่ควบคุมสโมสรอยู่เหมือนเดิม โดยดีลที่กำลังเจรจากันจะประเมินมูลค่าลิเวอร์พูลไว้ราว 4.4 พันล้านปอนด์พูดง่าย ๆ คือ นี่ไม่ใช่การขายลิเวอร์พูลทิ้ง แต่เป็นการเปิดประตูให้ทุนใหม่เข้ามาร่วมโตกับสโมสร และนั่นทำให้คำถามที่น่าสนใจกว่าการถามว่า “เบโซส์รวยแค่ไหน?” คือ แล้วทำไมคนระดับนี้ถึงอยากซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอล?งั้นเรามาลองมองลิเวอร์พูลในฐานะ “ธุรกิจ” ก่อน โดยฟุตบอลอาจไม่ใช่ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนแบบบริษัทเทคโนโลยี และสโมสรฟุตบอลจำนวนมากก็ไม่ได้เป็นธุรกิจที่ทำกำไรอย่างสวยงามทุกปีแต่ฟุตบอลมีสิ่งที่ธุรกิจจำนวนมากในโลกยุคใหม่เริ่มหาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ คนยังพร้อมหยุดทุกอย่างเพื่อดูมันพร้อมกัน หนังหรือซีรีส์สามารถเปิดดูย้อนหลังได้ เกมฟุตบอลสำคัญ ๆ กลับมีเวลาของมันเอง และแฟนบอลทั่วโลกพร้อมจะเข้ามาดูในช่วงเวลาเดียวกันสำหรับนักลงทุน นี่หมายถึงสิ่งที่มีค่ามากอย่างหนึ่ง นั่นคือ “ความสนใจของผู้คน” และลิเวอร์พูลก็มีสิ่งนี้อยู่ในระดับมหาศาล มีทั้งประวัติศาสตร์ ความสำเร็จ ฐานแฟนบอลทั่วโลก พรีเมียร์ลีก แชมเปียนส์ลีก และแบรนด์ที่ถูกจดจำได้แทบทุกมุมโลกยิ่งไปกว่านั้น สโมสรระดับท็อปอย่างลิเวอร์พูลยังเป็นสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดมาก ๆ คุณสามารถสร้างบริษัทใหม่ได้ แต่คุณไม่สามารถสร้าง “ลิเวอร์พูล” ขึ้นมาใหม่ แล้วทำให้มันมีประวัติศาสตร์กว่า 130 ปี มีแชมป์ มีเพลง You'll Never Walk Alone และมีแฟนบอลทั่วโลกได้ภายในไม่กี่ปีนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสโมสรระดับนี้ถึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นสินทรัพย์ที่มหาเศรษฐีทั่วโลกให้ความสนใจส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังดีลนี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มคนที่มีเงิน แต่มีประสบการณ์ด้านกีฬาและการลงทุนอยู่แล้ว อามิต บาเทีย เคยเป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของ Queens Park Rangers อยู่เกือบ 19 ปี ก่อนจะถอนตัวจากสโมสรในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจุบันเขาทำงานด้านการลงทุนในหลายอุตสาหกรรมด้าน เอดูอาร์โด ซาเวริน คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook และหลังจากนั้นก็เข้าสู่โลกของการลงทุนผ่าน B Capital ซึ่งปัจจุบันบริหารสินทรัพย์มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์และแน่นอนว่า ชื่อที่ทำให้ดีลนี้ถูกจับตามองไปทั่วโลกคือ เจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้ง Amazon ที่เริ่มต้นธุรกิจจากโรงรถในปี 1994 ก่อนสร้างบริษัทให้กลายเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของโลกนอกจาก Amazon เขายังเป็นเจ้าของ The Washington Post และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทอวกาศ Blue Originที่สำคัญ เบโซส์เองก็เคยสนใจการลงทุนในกีฬาอาชีพมาแล้ว โดยมีข่าวเชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ในการซื้อทีม NFL อย่าง Washington Commanders และ Seattle Seahawks แต่ไม่เคยเดินหน้าปิดดีลใดสำเร็จดังนั้น หากดีลลิเวอร์พูลเกิดขึ้นจริง นี่จะถือเป็นการก้าวเข้าสู่โลกฟุตบอลอย่างจริงจังของเบโซส์แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวบุคคล คือ FSG เองก็มีเหตุผลที่จะเปิดรับเงินลงทุนใหม่ เพราะตั้งแต่เข้าซื้อลิเวอร์พูลในปี 2010 ด้วยเงินประมาณ 300 ล้านปอนด์ FSG พาสโมสรกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แชมเปียนส์ลีก และถ้วยใหญ่แทบทุกรายการที่สโมสรต้องการมูลค่าของลิเวอร์พูลเติบโตขึ้นมหาศาลนับตั้งแต่ FSG เข้ามา และการเปิดรับนักลงทุนรายใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับพวกเขา เพราะก่อนหน้านี้ Dynasty Equity ก็เคยเข้ามาถือหุ้นส่วนน้อย โดยเงินลงทุนถูกนำไปใช้ทั้งกับการพัฒนา Anfield Road Stand การซื้อคืน Melwood และการจัดการหนี้ของสโมสรดังนั้น การเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่ไม่ได้หมายความว่า FSG กำลังจะถอนตัวจากลิเวอร์พูล แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้พันธมิตรจากโลกธุรกิจเข้ามาช่วยต่อยอดสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาแล้วแฟนบอลจะได้อะไร? คำตอบอาจไม่ใช่นักเตะใหม่ค่าตัว 100 ล้านปอนด์ทันที เพราะเงินจากการขายหุ้นไม่ได้หมายความว่าจะถูกนำไปใช้ในตลาดซื้อขายทั้งหมด แต่สิ่งที่ลิเวอร์พูลอาจได้มากกว่านั้นคือ “เครือข่าย”ทั้งเทคโนโลยี สื่อ การตลาด การลงทุน และธุรกิจระดับโลก ซึ่งอาจช่วยให้สโมสรขยายตลาด สร้างพันธมิตรใหม่ พัฒนาธุรกิจดิจิทัล และเพิ่มรายได้ในระยะยาวเพราะฟุตบอลยุคนี้ไม่ได้แข่งกันแค่ว่า ใครมีเงินซื้อนักเตะมากกว่า แต่ยังแข่งกันว่าใครสร้างรายได้เก่งกว่า เข้าถึงแฟนบอลได้มากกว่า และเปลี่ยนสโมสรฟุตบอลให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกได้ดีกว่าลิเวอร์พูลจึงอาจไม่ได้กำลังขายความเป็นลิเวอร์พูลให้กับเจฟฟ์ เบโซส์ แต่กำลังเปิดประตูให้คนจากโลกธุรกิจอีกฝั่งเข้ามาช่วยสร้าง “ลิเวอร์พูลเวอร์ชันต่อไป”เพราะสุดท้าย คำถามสำคัญไม่ใช่ “เบโซส์จะเอาเงินมาให้ลิเวอร์พูลเท่าไร?” แต่คือลิเวอร์พูลจะเปลี่ยนเงินและเครือข่ายของกลุ่มทุนนี้ ให้กลายเป็นความได้เปรียบในสนามได้อย่างไร?ข่าวที่เกี่ยวข้องเมื่อ “ฟุตบอล” กลายเป็นสินทรัพย์มหาเศรษฐี “เบโซส” จ่อถือหุ้นลิเวอร์พูล 30% "อิซัค" กองหน้าลิเวอร์พูล มั่นใจสภาพร่างกายกำลังฟิตมากขึ้นเรื่อยๆ อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไม่ใช่แค่ฟุตบอล! เบื้องหลังดีลมหาเศรษฐี ทำไมต้องเป็นลิเวอร์พูล?ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่- Website : https://www.pptvhd36.com
ไม่ใช่แค่ฟุตบอล! เบื้องหลังดีลมหาเศรษฐี ทำไมต้องเป็นลิเวอร์พูล?
by
Tags: