ประเทศไทยมีหน่วยงานรัฐ คือ “กรมอุตุนิยมวิทยา” เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่พยากรณ์สภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ข้อมูลแจ้งเตือนให้กับประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ได้ข้อมูลในการเฝ้าระวัง….ประเทศไทยมีหน่วยงานรัฐ คือ “กรมอุตุนิยมวิทยา” เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่พยากรณ์สภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ข้อมูลแจ้งเตือนให้กับประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ได้ข้อมูลในการเฝ้าระวังเช่น อุณหภูมิ ปริมาณฝน ความชื้น ความเร็วลม ฯลฯ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงแต่รู้หรือไม่ว่า หลังได้รับการยกฐานะจาก กองอุตุนิยมวิทยา สังกัดกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ มาเป็นกรมอุตุนิยมวิทยา ตั้งแต่ 23 มิ.ย.2485 นั้น จนถึงปัจจุบันกรมอุตุนิยมวิทยา ไม่มีกฎหมายเป็นของตัวเองเลย แต่ล่าสุดประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายเกี่ยวกับ “อุตุนิยมวิทยา” แล้ว“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บอกว่า กระทรวงดีอี กำลังยกร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ซึ่งหากกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้ จะถือว่าเป็นครั้งแรกที่ กรมอุตุนิยมวิทยา จะมีกฎหมายของตนเอง ซึ่งการที่รัฐบาลยกร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา เพราะกรมอุตุฯ ต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงคมนาคม สนามบินต่างๆ ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่กรมอุตุฯ เข้าไปทำงานในพื้นที่ เรื่องวิทยุการบิน การจราจรทางอากาศ ร่วมกับภาคเอกชนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถหารายได้ ซึ่งการเข้าไปให้บริการกับหน่วยงานเอกชนกับข้อมูลด้านพยากรณ์อากาศและสภาพอากาศต่างๆ ควรจะมีรายได้จากข้อมูลเหล่านี้ได้ เช่น จากสายการบินต่างๆ เป็นต้นขณะที่รายละเอียดในเรื่องร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ทางผู้บริหารของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง คือ “นัฐวุฒิ แดนดี” รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ และโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยาบอกกับ“เดลินิวส์” ว่า ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ได้ยกร่างเสร็จแล้ว และได้ประชาพิจารณ์ (Public Hearings) ไปแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการนำความคิดเห็นมาปรับแก้ เมื่อเสร็จแล้วจะนำเสนอเข้ากระทรวงดีอี เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ จากนั้นนำให้สํานักงานกฤษฎีกา ตรวจว่าขัดกับกฎหมายอื่นใดหรือไม่ จากนั้นจะนำกลับมาเสนอ ครม.เห็นชอบหลักการอีกครั้งและนำเข้าให้สภาพิจารณาเห็นชอบ ตามกระบวนการต่อไปโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกต่อว่า สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. นี้หลักๆ จะมี 3 เรื่อง โดยเรื่องที่ 1 คือพื้นที่ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาในการตั้งสถานีตรวจวัดทางอุตุนิยมวิทยาที่เป็นต้นทางของเหตุการณ์ เช่น ฝนตกบนเขา ทางกรมอุตุตั้งไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ป่าไม้ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ต้องมีขั้นตอนการขออนุญาต ที่ใช้เวลานาน แต่ พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … จะให้สิทธิกรมอุตุฯ เข้าไปตั้งได้ โดยเฉพาะพื้นที่เปราะบาง มีความเสี่ยง มีน้ำท่วมบ่อยๆ แต่ที่ผ่านมาในพื้นที่ต้นทางที่เป็นป่าเขา ทาง กรมอุตุฯ ไม่มีเครื่องมือตรวจวัดในพื้นที่เหล่านั้นเลย เช่น ฝนที่ตกบนเขามีปริมาณเท่าไร หากมีข้อมูลตรงนี้ จะมีให้การพยากรณ์และเตือนภัยในพื้นที่ลาดต่ำลงมา พื้นที่ทางน้ำไหล มีความแม่นย่ำมากยิ่งขึ้นในการเตือนภัยและให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนเรื่องที่ 2 ตัวกฎหมายจะมีเนื้อหาที่เอาผิดกับพวกข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ ที่เกี่ยวกับสภาพอากาศ การเตือนภัยที่ไม่มีข้อมูลความจริงตามหลักวิชาการที่สร้างความตื่นตระหนกสับสนให้กับสังคม หรือ กลุ่มบุคคลที่ตั้งสำนักพยาการณ์ โดยที่ไม่มีความรู้ หรือพวกเพจ ต่างๆ ที่ตั้งเป็นเพจพยากรณ์ โดยที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือมีหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งตรงนี้อาจจะต้องนำเข้าสู่ระบบ เช่น จะต้องมีใบประกาศนียบัตร หรือมีการตั้งเป็นสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ ฯลฯ หรือต้องมีการมาอบรมกับกรมอุตุฯ และมีการออกใบอนุญาต เพื่อให้สามารถไปดำเนินการเป็นผู้พยากรณ์ได้ โดยมีกรมอุตุฯ เป็นหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคนที่จะพยากรณ์จะต้องมีความรู้และการรับรองในเรื่องนี้ก่อน มีการผ่านหลักสูตร เป็นต้น ซึ่งในต่างประเทศก็มีการดำเนินการในลักษณะนี้ รวมถึงทางผู้ประกาศด้วยที่ต้องมีการผ่านหลักสูตร เพื่อจะได้ใบประกาศนียบัตร เพื่อเป็นผู้ประกาศด้านนี้“ที่ผ่านมามีคนออกมาพยากรณ์ โดยที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ มีการแชร์เฟคนิวส์ เช่น บอกจะเกิดสึนามิ ที่ จ.ภูเก็ต จนเกิดความตื่นตระหนก นักท่องเที่ยวยกเลิกเที่ยวบิน ยกเลิกจองโรงแรม ส่งผลให้เศรษฐกิจพื้นที่เสียหาย แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความผิดหรือรับโทษอะไร เมื่อมีกฎหมาย ใครที่ออกมาพยากรณ์ต้องมีความรับผิดชอบที่ออกมาพยากรณ์ ไม่ใช่ฟังคนพูดมาแล้วมาแต่งเติมกับการพูดของตนเองจึงเกิดความตื่นตระหนก แม้ที่ผ่านมากรมอุตุฯ จะประสานกับ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และกระทรวงดีอี เพื่อแก้ข่าว หรือชี้แจ้งข้อเท็จจริงกับการพยากรณ์ที่ไม่มีข้อมูลจริงอยู่ตลอด แต่การพยากรณ์อากาศผิดๆ ก็ยังมีออกมามากและต่อเนื่อง” โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกขณะที่เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับเชิงพาณิชย์ เช่น งานด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน สนามบินต่างๆ หอบังคับการบินในพื้นที่ต่างๆ หรืองานด้านกราวด์ เซอร์วิส ที่เกี่ยวข้อง ล้วนใช้ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน ซึ่งก็ต้องมีใบเซอร์ หรือใบประกาศ ว่าต้องมีความรู้ด้านนี้ ถึงจะทำงานด้านนี้ได้ ซึ่งในต่างประเทศมีการบังคบใช้มานานแล้ว แต่ไทยยังไม่มี“งานด้านการบินเป็นเชิงพาณิชย์ แต่กรมอุตุฯ เป็นหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จะแบ่งแยกชัดเจน โดยหน่วยงานรัฐจะเกี่ยวข้องกับภัยที่จะเกิดกับประชาชน จะเป็นหน่วยงานรัฐรับผิดชอบเตือนภัย แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเชิงพาณิชย์ เช่น ด้านการบิน ด้านการพยากรณ์เฉพาะทาง หรือเฉพาะเรื่อง จะมีสถาบันที่แยกออกมา สามารถที่เรียกเก็บเงินจากข้อมูลที่ให้ได้ ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ก็มีเนื้อหาอยู่ในร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ด้วยต่อไปถ้ากฎหมายออกมาบังคับใช้ หน่วยงานเอกชนที่นำข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาการบินไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกำหนดใน พ.ร.บ.การเดินอากาศ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีกฎหมายลูก ที่จะมาเก็บค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเรื่องเป็นราว ทำให้การหารายได้ในส่วนนี้ยังทำไม่ได้โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกอีกว่า ส่วนการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ก็มีข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ว่า เนื้อหาบางเรื่องอาจไปคาบเกี่ยวกับกฎหมาย และภารกิจของหน่วยงานอื่นๆ ที่มีอยู่ ก็มีขอให้ปรับและพิจารณาว่าจะมีความซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.อื่นๆ ที่มีอยู่หรือไม่ ทางกรมอุตุฯ ก็รับฟังและนำมาปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วน และจะสรุปความเห็นต่างๆ เพื่อให้ทาง สํานักงานกฤษฎีกา เพื่อเชิญหน่วยงานที่มีความเห็นดังกล่าวมาหารือ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน หรือเป็นเรื่องเสริมที่กรมอุตุฯ ต้องทำ ซึ่งสํานักงานกฤษฎีกา จะเป็นผู้พิจารณาเพื่อไม่ให้กฎหมายซ้ำซ้อนกันโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่า หากกฎหมายผ่านสํานักงานกฤษฎีกา และกลับมาเข้า ครม. เห็นชอบหลักการอีกครั้ง ก็จะเป็นไปตามกระบวนการ ผ่านไปยังสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา คาดว่าจะใช้เวลาเป็นปี หากผ่านจึงจะมีการประกาศใช้สุดท้ายแล้วตามไทม์ไลน์ที่กรมอุตุฯ คาดการณ์ หากทุกอย่างผ่าน อาจจะเป็นช่วงก่อนสิ้นปี 69 กฎหมายฉบับนี้คาดว่าอาจจะออกมาบังคับใช้ได้.จิราวัฒน์ จารุพันธ์
ไทยจะมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ฉบับแรก ปราบเฟคนิวส์พยากรณ์ทำตื่นตระหนก
by
Tags: